แพทยสภาชี้เส้นแบ่งโทษพักใบอนุญาตแพทย์ 6 เดือน-2 ปี เผยสถิติร้องเรียนหมอความงามเฉลี่ย 30 เคสต่อเดือน
แพทยสภาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยชี้เส้นแบ่งโทษพักใบอนุญาตตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี สำหรับกรณีแพทย์ที่โฆษณาหรือรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง เช่น อาหารเสริมลดน้ำหนักและผลิตภัณฑ์ผิวขาว พร้อมเผยสถิติร้องเรียนแพทย์ในสายความงามเฉลี่ยสูงถึง 30 เคสต่อเดือน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการโฆษณาที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการลงโทษและแนวโน้มเปิดเผยรายชื่อผู้กระทำผิด
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภาและอดีตนายกแพทยสมาคม อธิบายว่า การลงโทษแพทย์ที่ผิดจริยธรรมต้องผ่านกระบวนการสอบสวนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยโทษพักใบอนุญาตชั่วคราวเป็นมาตรการที่พบทั่วไปมากกว่าการเพิกถอนถาวร สำหรับกรณีโฆษณาคลินิกเสริมความงามหรือผลิตภัณฑ์ด้านความงาม หากเข้าข่ายผิดจริยธรรม ระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตอาจยาวนานตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนไปจนถึง 2 ปีหรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ แพทยสภายังมีแนวโน้มเปิดเผยรายชื่อผู้กระทำผิดมากขึ้นในอนาคต โดยยึดหลักการคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อมูลอย่างโปร่งใสและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ พร้อมเปิดช่องทางให้คำปรึกษาและตรวจสอบเนื้อหาการโฆษณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ โดยใช้กลไกทางกฎหมายพิจารณาเป็นรายกรณี
กรณี 'หมอของขวัญ' ตัดสินใจคืนใบอนุญาตท่ามกลางกระแสข่าว
ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว 'หมอของขวัญ' หรือ 'หมอเคท' พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้ออกมาประกาศขอคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พร้อมโต้แย้งผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างโพสต์ของเพจ Drama-Addict กับการตัดสินใจลาออกของเธอ
เธอชี้แจงว่า กระบวนการพักใช้ใบอนุญาตปกติต้องมีการเรียกสอบสวนหลายรอบและเปิดโอกาสให้ชี้แจง แต่จนถึงขณะนั้นเธอยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งใด ๆ จากแพทยสภา หลังยื่นใบลาออก เธออธิบายเหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างการบริหาร การออกกฎ และการตีความด้วย 'ดุลยพินิจ' ที่เธอมองว่าไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงขอบเขตเสรีภาพของแพทย์ในการแสดงความคิดเห็นทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพและประเด็นสาธารณะทางการเมือง
กฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร เน้นย้ำว่า กฎหมายไทยกำหนดชัดเจนว่าแพทย์ไม่สามารถโฆษณาได้ และยิ่งไม่สามารถโฆษณาเกินจริงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยมีฐานกฎหมายสำคัญคือ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แพทยสภาย้ำเตือนแพทย์ทุกคนว่า ห้ามโฆษณาหรือรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดเกินจริงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด รวมถึงห้ามแสดงตนในฐานะแพทย์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรงที่มีโทษถึงขั้นพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
สถิติร้องเรียนแพทย์ในสายความงามเฉลี่ย 30 เคสต่อเดือนนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเด็นการโฆษณาและการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ต้องได้รับการตรวจสอบและควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง



