รัฐบาลเตือนอุณหภูมิแตะ 42-43 องศา ระวังโรคฮีทสโตรกอันตรายถึงชีวิต
รัฐบาลออกประกาศเตือนภัยอย่างเร่งด่วน หลังคาดการณ์ว่าปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจแตะระดับ 42–43 องศาเซลเซียสในพื้นที่เสี่ยงหลายจังหวัด ซึ่งรวมถึงแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ส่งผลให้ประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อโรคฮีทสโตรกหรือโรคลมร้อน ที่อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โรคฮีทสโตรกเกิดจากภาวะร่างกายร้อนจัดจนกระทบต่อระบบต่าง ๆ โดยกลุ่มเสี่ยงหลักประกอบด้วยผู้สูงอายุ เด็กเล็กวัยทารกถึงอนุบาล เนื่องจากระบบระบายความร้อนในร่างกายยังไม่สมบูรณ์ รวมถึงผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน และผู้ทำงานกลางแจ้งอย่างทหาร ตำรวจ และรปภ. ซึ่งต้องเผชิญกับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
คำแนะนำเพื่อป้องกันและรับมือ
เพื่อลดความเสี่ยง รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำงานหรือกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00 น. ถึง 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุด ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ ทุกชั่วโมง และหากเสียเหงื่อมากให้ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เพิ่มเติม นอกจากนี้ ควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี มีสีอ่อน และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีทึบดำที่สะสมความร้อน
อาการเตือนและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ประชาชนสามารถสังเกตอาการเสี่ยงของโรคฮีทสโตรกได้จากสัญญาณ เช่น หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดง และเหงื่อไม่ค่อยออก หากพบอาการเหล่านี้ ต้องรีบปฐมพยาบาลโดยนำผู้ป่วยเข้าพักในที่อุณหภูมิเย็น อากาศถ่ายเท ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกพับและหน้าผาก คลายเสื้อผ้า และดื่มน้ำหากยังมีสติ ในกรณีที่หมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
มาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาล
นางสาวอัยรินทร์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดยังคงต่อเนื่องทั่วประเทศ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ทิ้งใครไว้ในรถที่จอดกลางแดด โดยเฉพาะเด็กเล็ก และการอยู่เป็นกลุ่มเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้มีผู้ช่วยเหลือได้ทันในกรณีเกิดอาการผิดปกติ



