แพทย์เตือนภัยเงียบ! โรคหลอดเลือดสมองคร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที แนะสังเกตอาการ BEFAST
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดย PPTV Online เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 แพทย์ได้ออกมาเตือนภัยเงียบเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที โดยแนะนำให้สังเกตอาการตามหลัก BEFAST และรีบส่งโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดความพิการและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถิติที่น่าตกใจและปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัว
โรคหลอดเลือดสมองถือเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 150,000 คนต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 1 รายในทุก 4 นาที และทุก 10 นาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ เห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมามีบุคคลดังล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมาก ส่งผลให้กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตในบางราย
นายแพทย์ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองหรือ Stroke เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักคือ หลอดเลือดสมองอุดตันและหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งส่งผลให้สมองหยุดทำงานเฉียบพลัน
ประมาณ 70% ของผู้ป่วยเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เนื่องจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การอุดตันของหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพ การแข็งตัวของหลอดเลือด และก้อนเลือดจากหัวใจหรือตะกอนเลือดจากผนังหลอดเลือดแดงที่คอหลุดเข้าไปอุดตัน ส่วนอีก 30% เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก แบ่งย่อยเป็นเลือดออกในเนื้อสมองและเลือดออกที่ผิวสมอง
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ป้องกันได้ เช่น การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน การรับประทานยาคุมกำเนิด ความเครียด รวมถึงผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และคนสูงอายุ
อาการและระดับความรุนแรงของโรค
นายแพทย์ชาญพงค์ได้อธิบายอาการและความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ตำแหน่งที่เกิดการตีบตันในสมอง และขนาดของหลอดเลือด
- กลุ่มอาการน้อย: ผู้ป่วยจะพูดไม่ชัด มุมปากตก แขนขาไม่มีแรงแต่ยังเดินได้ มักไม่มีอาการปวดศีรษะร่วม
- กลุ่มอาการปานกลาง: อาการเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น อ่อนแรงมากจนขยับไม่ได้หรือพูดไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน การฟื้นตัวจะเห็นชัดประมาณสัปดาห์ที่ 3 และมักไม่กลับมาเป็นปกติ
- กลุ่มอาการหนัก: มักไม่รู้สึกตั้งแต่ต้นหรืออาการซึมลงเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย
หลัก BEFAST และแนวทางการรักษา
นายแพทย์ชาญพงค์เน้นย้ำถึงการประเมินผู้ป่วยตามหลัก BEFAST ซึ่งประกอบด้วยอาการเตือน 5 อย่าง ได้แก่ เดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุนฉับพลัน (Balance) ตามัว มองไม่เห็น เห็นภาพซ้อนฉับพลัน (Eyes) หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว (Face) แขนขาอ่อนแรง (Arm) และพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้หรือพูดไม่ออก (Speech) หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที (Time)
สำหรับการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงและร่างกายเหมาะสม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งมีโอกาสช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติค่อนข้างสูง แต่มีความเสี่ยงเลือดออกในสมองประมาณ 6% ในกรณีที่เกิน 4.5 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 6 ชั่วโมง และเซลล์สมองยังไม่ตาย สามารถใช้วิธี Mechanical Thrombectomy เพื่อดึงลิ่มเลือดออกมา ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่สามารถทำได้
เทคโนโลยีและบริการฉุกเฉินที่ทันสมัย
โรงพยาบาลกรุงเทพได้จัดตั้งศูนย์บริการฉุกเฉินเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ (BES) เพื่อบริการผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยเครือข่าย 13 แห่งในกรุงเทพและปริมณฑล พร้อมทีมแพทย์-พยาบาลผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์มาตรฐานสากล เช่น ICU เคลื่อนที่ ระบบ GPS นำทาง และ BES Motorlance
นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้รักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องตรวจสมองด้วย CT scan และ MRI รวมถึง RoboDoctor ที่ช่วยย่นระยะทางและประหยัดเวลาในการตรวจรักษา โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลยังมีคลินิกป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI จากสหรัฐอเมริกา
การพัฒนางานบริการ บุคลากร และอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องของศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เป็นหลักประกันที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยและผู้รับบริการจำนวนมาก



