เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต หลังฝนถล่มและดินถล่มรุนแรงคร่าชีวิต 68 ราย
รัฐบาลเปรูได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังจากเผชิญกับฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง (El Niño Costero) เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง
การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยลงนามโดยประธานาธิบดีรักษาการโฮเซ่ มาเรีย บาลคาซาร์ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำอเมซอน ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเขตการปกครองทั้งหมดในประเทศเปรู
เป้าหมายหลักของการประกาศภาวะฉุกเฉินคือการเร่งจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาค เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สะพาน ถนน ระบบน้ำประปา และไฟฟ้า รวมถึงการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชนจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตผู้คน
กระทรวงคมนาคมเปรูเปิดเผยว่า ถนนทั่วประเทศได้รับความเสียหายแล้วประมาณ 931 กิโลเมตร โดยเฉพาะใน 4 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เส้นทางเหล่านี้รองรับการเดินทางของประชาชนกว่า 500,000 คนต่อสัปดาห์ ส่งผลให้การคมนาคมและเศรษฐกิจในพื้นที่หยุดชะงักอย่างรุนแรง
ด้านยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตกหนักตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 68 ศพ รายล่าสุดรวมถึงพ่อและลูกชายที่ถูกดินถล่มพัดหายในแคว้นอาเรกีปา และตำรวจนายหนึ่งในกรุงลิมาที่จมน้ำในแม่น้ำรีมัก ขณะพยายามช่วยสุนัขที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว
สาเหตุจากเอลนีโญชายฝั่งและมาตรการเร่งด่วน
ทางการเปรูระบุว่าสภาพอากาศเลวร้ายนี้เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง ซึ่งทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและนำไปสู่ฝนตกหนักผิดปกติ การประกาศภาวะฉุกเฉินจะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคาดว่าจะใช้เวลานานหลายเดือน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันภัยพิบัติในอนาคต



