ปภ. เตือนภัยพายุฤดูร้อน 60 จังหวัด ภาคเหนือ อีสาน กลาง และ กทม. เฝ้าระวัง 23-25 ก.พ. นี้
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2569) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเฝ้าระวังสถานการณ์พายุฤดูร้อน โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและประเมินปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ตามประกาศฉบับที่ 1 (1/2569) ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งระบุถึงผลกระทบจากพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569
สาเหตุและพื้นที่เสี่ยงจากพายุฝนฟ้าคะนอง
สภาวะอากาศดังกล่าวเกิดจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่
พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569 แบ่งออกเป็น:
- ภาคเหนือ: ทุกจังหวัด
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ทุกจังหวัด
- ภาคกลาง: ทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์
- กรุงเทพมหานคร: รวมอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ผลกระทบที่คาดการณ์ได้แก่ พายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฝนตกหนักบางพื้นที่ และฟ้าผ่า ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
มาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติจากปภ.
กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานงานแจ้งเตือน 60 จังหวัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ และแนวโน้มภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า
นอกจากนี้ ได้มีการจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดภัย เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤต
คำแนะนำสำหรับประชาชนและเกษตรกรในการป้องกันภัย
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด รวมถึงตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากลมกระโชกแรงและฟ้าผ่า
คำแนะนำเพิ่มเติมได้แก่:
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกล้มทับ
- ระมัดระวังอันตรายจากฟ้าผ่า โดยไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง
- สำหรับเกษตรกร ควรจัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบังเพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรจากความเสียหายที่อาจเกิดจากลมแรงและลูกเห็บตก
การเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติในครั้งนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ



