ฟินเทคอาเซียนก้าวสู่การเติบโตเต็มตัวในปี 2026 เน้นการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเชื่อมั่นดิจิทัล
ฟินเทคอาเซียนเติบโตเต็มตัวปี 2026 เน้นการเข้าถึงทางการเงิน (02.03.2026)

ฟินเทคอาเซียนก้าวสู่การเติบโตเต็มตัวในปี 2026 เน้นการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเชื่อมั่นดิจิทัล

รายงานใหม่จากเวทีฟินเทคระดับโลก Money20/20 Asia ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 เมษายนนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สะท้อนภาพชัดเจนว่าระบบนิเวศฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ก้าวพ้นยุคทดลองนวัตกรรมเข้าสู่ระยะขยายตัวเต็มรูปแบบอย่างจริงจังแล้ว จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 130 รายทั่วภูมิภาค รายงานชี้ว่า ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการ "ลงมือทำในระดับอุตสาหกรรม" ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องอีกต่อไป

อาเซียนยังคงเป็น Growth Engine แม้การแข่งขันสูงขึ้น

แม้สัดส่วนองค์กรที่เลือกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายการเติบโตหลักจะลดลงจาก 31.4% เหลือ 22.9% แต่ภูมิภาคนี้ยังคงครองสถานะ "Growth Engine" ของเอเชียแปซิฟิก การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนการชะลอตัว แต่บ่งชี้ว่าตลาดเติบโตมาระยะหนึ่งและมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยผู้เล่นจำนวนมากได้ลงทุนปักธงไปแล้วในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา อาเซียนจึงไม่ใช่ตลาดใหม่ที่ต้องทดลองอีกต่อไป แต่เป็นสนามที่ต้องวัดกันด้วยประสิทธิภาพ การสร้างพันธมิตร และความเข้าใจบริบทท้องถิ่น

Ian Fong รองประธานฝ่ายเนื้อหาของ Money20/20 Asia กล่าวว่า "ฟินเทคในเอเชียแปซิฟิกก้าวพ้นระยะทดลองสู่การลงมือทำจริงและการเติบโตเต็มตัว ภูมิภาคนี้กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และครอบคลุมมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกจะส่งผลต่อทิศทางของระบบการเงินโลก อาเซียนยังเป็นเป้าหมายหลัก แม้การแข่งขันสูงขึ้น"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นแกนกลางกลยุทธ์องค์กร

หนึ่งในตัวเลขที่ชัดเจนที่สุดจากรายงาน คือ 90.6% ของผู้บริหารระบุว่า "การเข้าถึงบริการทางการเงิน" ไม่ได้เป็นเพียงงาน CSR อีกต่อไป แต่เป็นแกนกลางของกลยุทธ์องค์กร ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฟินเทคอาเซียน ภูมิภาคนี้ยังมีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลกที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ และในเอเชียใต้ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลกำลังใช้ข้อมูลทางเลือก โมเดลมือถือเป็นศูนย์กลาง และโซลูชัน embedded finance เพื่อเจาะกลุ่มที่ระบบดั้งเดิมเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ 72.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าโซลูชันฟินเทคสำหรับ SMEs จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค นั่นหมายความว่าการเติบโตระยะถัดไปจะไม่ได้มาจากผู้บริโภครายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากการเสริมพลังผู้ประกอบการด้วย

Stablecoin และ AI มีบทบาทสำคัญในระดับสถาบัน

อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญ คือ บทบาทของ Stablecoin และสินทรัพย์โทเคนดิจิทัลในระดับสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นในสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ผู้ตอบแบบสอบถาม 17.9% มองว่า Blockchain และ DLT เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีอิทธิพลสูง รองจาก AI เท่านั้น ประเด็นนี้สะท้อนว่า Stablecoin กำลังขยับจากพื้นที่คริปโตสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง เช่น การโอนเงินข้ามประเทศ การบริหารสภาพคล่อง และ Treasury management ขององค์กร

ความเชื่อมั่นทางดิจิทัลเป็นตัวแปรชี้ชะตา

รายงานยังเน้นย้ำว่า "ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล" กำลังกลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาการเติบโตของฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก แม้ 61.2% ขององค์กรจะนำ AI มาใช้แล้ว แต่ในอีกด้าน 63.5% ของผู้นำอุตสาหกรรมกลับระบุว่า "การป้องกันการทุจริต" คือ ความสำคัญอันดับหนึ่งในการดำเนินงานปี 2026 สะท้อนความจริงที่ว่ายิ่งระบบการเงินดิจิทัลเติบโตเร็วเท่าไร ความเสี่ยงยิ่งเติบโตเร็วเท่านั้น

พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียนเปลี่ยนเร็วมาก โดยภูมิภาคนี้ leapfrog จากเงินสดสู่ mobile payments ภายในเวลาไม่กี่ปี การปรับตัวที่รวดเร็วทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยถูกทดสอบหนักกว่าหลายภูมิภาค นอกจากนี้ การเติบโตของ Cross-border Payments และ Embedded Finance ทำให้ความเสี่ยงกระจายไปทั้ง ecosystem ไม่ได้อยู่แค่ในธนาคารอีกต่อไป

ความร่วมมือเป็นกลไกหลักของการขยายตัว

ภาพใหญ่จากรายงานชี้ชัดว่าอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้ใช้ปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ทดลอง "โครงสร้างการเงินยุคใหม่" ที่ผสานสินทรัพย์ดิจิทัลกับระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม วันนี้ภูมิภาคนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI เชื่อมระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ และใช้ "Financial Inclusion" เป็นกลไกการเติบโตทางธุรกิจ

ในบริบทใหม่นี้ ไม่มีองค์กรใดเติบโตได้ลำพัง ธนาคารต้องจับมือกับสตาร์ทอัพ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการชำระเงินต้องเชื่อมต่อกันในระดับภูมิภาค ความร่วมมือจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นกลไกหลักของการขยายตัว

Ian Fong กล่าวเสริมว่า "นวัตกรรมระยะถัดไปจะไม่ได้วัดกันแค่ความล้ำของเทคโนโลยี แต่จะวัดจากความสามารถในการเดินหน้าทางเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม" นั่นหมายความว่าการเติบโตของฟินเทคในเอเชียแปซิฟิกกำลังพิสูจน์ว่าการทำกำไรและการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตเร็ว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นต้นแบบของการพัฒนาและกำกับดูแลระบบการเงินยุคใหม่ในระดับโลก