ทรัมป์ประกาศชัยชนะซ้ำในปฏิบัติการ Epic Fury แต่ความเป็นจริงในสนามรบยังเต็มไปด้วยคำถาม
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่ากระสุนปืน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจในการชี้นำความคิดของคนทั่วโลกอีกครั้ง ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ การเดินสายรณรงค์หาเสียง และการใช้แพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ทุกครั้งที่เขาโพสต์ข้อความด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่เป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน คะแนนนิยม และนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ความสนใจจากโพสต์เหล่านี้มักอยู่ไม่นาน เนื่องจากทรัมป์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจุดยืนหรือเนื้อหาข่าวสารได้ตลอดเวลา
ปฏิบัติการ Epic Fury: การประกาศชัยชนะที่ต่อเนื่อง
ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนับตั้งแต่นั้นมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่เน้นย้ำเรื่อง "ชัยชนะ" อย่างต่อเนื่อง เพื่อกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความสูญเสียและงบประมาณมหาศาลกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์
- สัปดาห์ที่ 1: การเปิดฉากโจมตีทางอากาศร่วมกับอิสราเอล และการอ้าง "ชนะในชั่วโมงแรก" เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ทรัมป์ประกาศที่รัฐเคนตักกีว่า "เราชนะแล้ว" แม้จะผ่านไปเพียง 12 วัน
- สัปดาห์ที่ 2: การอ้างทำลายล้าง 100% ผ่านโพสต์บนทรูธ โซเชียล โดยระบุว่าอิหร่าน "พ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์" และถูกทำลายขีดความสามารถทางทหารไปแล้วทั้งหมด
- สัปดาห์ที่ 3: ความย้อนแย้งในการขู่ถล่มโรงไฟฟ้าและเปลี่ยนท่าทีเป็นการเจรจา ทรัมป์โพสต์ระงับการโจมตีเป็นเวลา 5 วัน เนื่องจากมีการเจรจาที่ "ดีมากและมีประสิทธิภาพ" กับตัวแทนอิหร่าน
ชัยชนะในมุมของทรัมป์กับความเป็นจริงในสนามรบ
ทรัมป์มักอ้างตัวเลขความสำเร็จที่น่าประทับใจ เช่น การทำลายเรือรบอิหร่าน 58 ลำ และเรือวางทุ่นระเบิด 31 ลำ พร้อมอ้างว่ากองทัพอากาศอิหร่านล่มสลายภายใน 3 ชั่วโมงแรก อย่างไรก็ตาม ไมเคิล โอแฮนลอน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Brookings Institution วิเคราะห์ว่า แม้อิหร่านจะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ยังไม่ "พ่ายแพ้" อิหร่านยังคงสามารถยิงโดรนและขีปนาวุธใส่พันธมิตรของสหรัฐฯ ได้ทุกวัน สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
อาเคย์ลา การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบข่าว มองว่าสิ่งที่น่ากังวลคือการที่ทรัมป์พยายามเปรียบเทียบชัยชนะกับเหตุการณ์ "Mission Accomplished" ในสงครามอิรักของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเป็นการประกาศชัยชนะก่อนเวลาอันควรและนำไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ นอกจากนี้ การสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอน ผลสำรวจจาก Quinnipiac ชี้ว่าประชาชนเกินครึ่งคัดค้านการสู้รบ ในขณะที่พันธมิตรใน NATO ก็ถูกทรัมป์ตราหน้าว่าเป็น "เสือกระดาษ" ทำให้สถานการณ์ดูโดดเดี่ยวมากขึ้น
คำถามสำคัญและความสูญเสียที่ถูกมองข้าม
โอลิเวีย ทรอย อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติที่เคยช่วยงานทรัมป์ กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทรัมป์จะอ้างว่าสหรัฐฯ ได้เปรียบซ้ำ ๆ และอาจล้างมืออ้างชัยชนะแล้วเดินหน้าต่อไป สงครามกับอิหร่านไม่ใช่เรื่องความนิยมทางการเมือง เพราะมีผู้เสียชีวิตอยู่
สิ่งที่จับตาคือหน้าฟีดโซเชียลของทรัมป์เต็มไปด้วยคำว่า "ชนะ" และ "ทำลายล้าง" แต่ในความเป็นจริง มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 13 นาย บาดเจ็บกว่า 200 นาย ราคาน้ำมันผันผวนกระทบทั่วโลก และพันธมิตรหลายชาติเริ่มแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความขัดแย้งที่ลากยาว คำถามสำคัญคือ ทำไมทรัมป์ไม่เคยโพสต์เกี่ยวกับการเพลี่ยงพล้ำหรือการสูญเสีย ทั้งที่พันธมิตรและประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับเป้าหมายของสงคราม หรือ "ชัยชนะ" ในความหมายของทรัมป์จะมีอยู่เพียงบนหน้าจอสมาร์ตโฟนของเขาเท่านั้น



