ทรัมป์เปิดเผยรายละเอียด 'ของขวัญ' ปริศนาจากอิหร่าน หลังเก็บเงียบมาหลายวัน
ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ 'ของขวัญ' ปริศนาที่เขาเคยกล่าวถึงกับผู้สื่อข่าวเมื่อต้นสัปดาห์ โดยระบุว่าเป็นความร่วมมือจากรัฐบาลอิหร่านในการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 10 ลำสามารถแล่นผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกได้อย่างปลอดภัย
การเปิดเผยที่รอคอยและความหมายทางการทูต
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวถึงการแสดงเจตจำนงที่ดีจากอิหร่านว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงคราม แต่เขาได้เลือกที่จะสงวนท่าทีและไม่เปิดเผยรายละเอียดในทันที โดยในวันอังคารที่ผ่านมา เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า "มันเป็นของขวัญที่ใหญ่มาก มีมูลค่ามหาศาล และผมจะไม่บอกพวกคุณหรอกว่ามันคืออะไร แต่มันเป็นรางวัลที่สำคัญยิ่ง"
อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดี ทรัมป์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ ได้มีส่วนร่วมในการ "หารือที่สำคัญมาก" กับเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ไม่เปิดเผยชื่อ และการที่เรือบรรทุกน้ำมันสามารถเคลื่อนที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้นั้น ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้เจรจาจากอิหร่านมีความจริงจังและมุ่งมั่นในการเจรจา
รายละเอียดของ 'ของขวัญ' และการปฏิบัติตามข้อตกลง
ทรัมป์อธิบายว่า อิหร่านได้เสนอให้เรือบรรทุกน้ำมัน 8 ลำเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใต้ธงชาติปากีสถาน โดยกล่าวว่า "เพื่อพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าเราจริงใจ มั่นคง และเราพร้อมเจรจา เราจะยอมให้เรือน้ำมัน 8 ลำเดินทางผ่าน เป็นเรือ 8 ลำ ลำใหญ่ๆ เลย" และอิหร่านได้ปฏิบัติตามคำพูดนี้อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า อิหร่านได้ส่งเรือมาเพิ่มอีก 2 ลำ "เพื่อเป็นการขอโทษสำหรับบางสิ่งที่พวกเขาเคยพูดไว้" ซึ่งเหตุการณ์นี้ช่วยยืนยันให้สหรัฐฯ เห็นว่า "เรากำลังเจรจาอยู่กับคนที่ใช่" และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการเจรจา
ประเด็นค่าธรรมเนียมผ่านทางและความเห็นของทรัมป์
ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ได้แสดงความเห็นว่า "พวกเขาไม่ควรจะทำได้ แต่ตอนนี้พวกเขาก็แอบทำอยู่บ้างนิดหน่อย" ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภูมิภาคและความท้าทายในการจัดการเส้นทางขนส่งน้ำมันระดับโลก
การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ก็เป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง



