ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง พ.ค.นี้ พร้อมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปี
ทรัมป์เยือนจีน พ.ค.นี้ ต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปี

ทำเนียบขาวยืนยันกำหนดการเยือนจีนของทรัมป์ พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ เพื่อพบปะหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยการเดินทางครั้งนี้ได้ถูกเลื่อนออกมาจากกำหนดการเดิมที่วางไว้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อและไม่สิ้นสุด

สาเหตุการเลื่อนกำหนดการและแผนการเยือนตอบแทน

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้เปิดเผยว่า การเลื่อนกำหนดการดังกล่าวไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับการยุติสงครามอิหร่านโดยตรง แต่เป็นเพราะผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่บริหารจัดการสถานการณ์การสู้รบในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากนี้ โฆษกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็มีแผนการที่จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างสองมหาอำนาจโลก

ประเด็นสำคัญในการหารือระหว่างผู้นำสองประเทศ

การหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ คาดว่าจะครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระดับโลก รวมถึงความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง ก่อนหน้านี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมากล่าวว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าพลังงานและเสถียรภาพความมั่นคงทั่วโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุด ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขอให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จีนยังคงไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐอเมริกาในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การเจรจาระหว่างสองประเทศในอนาคตมีความซับซ้อนและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

การเยือนครั้งนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่สำคัญ เนื่องจากเกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ การพบปะหารือระหว่างผู้นำทั้งสองอาจนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาบางส่วน หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน