ทรัมป์เผยสหรัฐฯ เจรจาอิหร่านยุติสงคราม พร้อมแผนสันติภาพ 15 ข้อและข้อเสนอหยุดยิง
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ นำโดย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับบุคคลที่เหมาะสมในฝั่งอิหร่าน เพื่อหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลาง พร้อมอ้างว่าฝ่ายอิหร่านต้องการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันนี้
สื่อยืนยันการติดต่อและแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ
สำนักข่าว CNN รายงานอ้างแหล่งข่าวในอิหร่าน ยืนยันว่ามีการติดต่อกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และอิหร่านยินดีรับฟังข้อเสนอที่ยั่งยืนเพื่อยุติสงคราม ขณะที่ The New York Times รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ส่งแผนสันติภาพ 15 ข้อให้อิหร่านแล้ว โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางในกระบวนการเจรจา
สื่ออิสราเอลเปิดเผยว่า ทรัมป์เสนอให้หยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับข้อเสนอ รวมถึงเงื่อนไขที่อิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และรับประกันความปลอดภัยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด และจะช่วยพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนที่บูเชห์ร
การเตรียมกำลังทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งทหารจากหน่วยพลร่มที่ 82 หลายพันนายไปยังตะวันออกกลางเพื่อเสริมกำลังรบ แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะระบุว่าอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามกับอิหร่านก็ตาม
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุจุดหมายปลายทางหรือกำหนดการเดินทางที่แน่ชัด แต่เสริมว่าขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในดินแดนอิหร่านโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารในอนาคต ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากสำนักข่าว Reuters รายงานเกี่ยวกับการส่งกองเรือและหน่วยนาวิกโยธินเข้าไปในพื้นที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังพลประจำการในตะวันออกกลางประมาณ 50,000 นาย
บทสรุปและความสำคัญของสถานการณ์
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ถือเป็นความพยายามสำคัญที่จะยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แผนสันติภาพ 15 ข้อและข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวสะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการหาทางออกทางการทูต อย่างไรก็ตาม การเตรียมกำลังทหารของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง เนื่องจากอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและความก้าวหน้าของการเจรจาในอนาคต



