สงครามอ่าวเปอร์เซียยังไม่ยุติ! นักวิเคราะห์ชี้ชิง 'มหาอำนาจพลังงาน' หลังยืดเยื้อ 2 เดือน
สถานการณ์ความขัดแย้งในสงครามอ่าวเปอร์เซียยังคงหาข้อยุติไม่ได้ หลังยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือน แม้สหรัฐฯจะอ้างว่าพยายามเจรจากับอิหร่านแล้ว แต่การโจมตียังเกิดขึ้นเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์สะท้อนมุมมองว่า สงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อชิงความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานในระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน: จุดยุทธศาสตร์ 3 แห่งที่กำหนดชะตาสงคราม
รศ.ดร.จักรี ไชยพินิจ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์ว่า พื้นที่ตะวันออกกลางเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ผู้ที่ควบคุมภูมิรัฐศาสตร์ในบริเวณนี้ได้จะครองอิทธิพลในการนำเข้า-ส่งออกพลังงาน หากวิเคราะห์ที่มาของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะพบว่ามีพื้นที่ยุทธศาสตร์ 3 จุดที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
จุดแรกคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก และอิหร่านเป็นผู้มีอิทธิพลหลักในพื้นที่นี้ จุดที่สองคือช่องแคบบับเอลมันเดบ ทางตอนใต้ ที่รัฐบาลเยเมนดูแลอยู่ โดยปัจจุบันเยเมนบริหารงานหลักโดยกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของอิหร่าน สะท้อนอิทธิพลของอิหร่านในฐานะพี่ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง จุดที่สามคือคลองสุเอซ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของอียิปต์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและรัสเซีย
เมื่อไล่เรียงจากช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบบับเอลมันเดบ ถึงคลองสุเอซ ภูมิรัฐศาสตร์ดูจะโน้มเอียงไปทางฝั่งอิหร่าน จีน และรัสเซีย มากกว่าฝั่งสหรัฐฯ นี่คือศึกใหญ่เพื่อชิงพื้นที่ "มหาอำนาจด้านพลังงาน" ที่กำลังกำหนดทิศทางความขัดแย้ง
ปรากฏการณ์ "ภาวะโลกเดือด" และการแข่งขันในอาร์กติก
นอกเหนือจากความสำคัญเรื่องน้ำมันแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ "ภาวะโลกเดือด" (Global Boiling) ที่ส่งผลให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วในมหาสมุทรอาร์กติก ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดเส้นทางการเดินเรือสายใหม่ รัสเซียเป็นประเทศที่มีอิทธิพลหลักในการใช้เส้นทางเดินเรือบริเวณอาร์กติก ขณะที่กรีนแลนด์และแคนาดาก็มีอิทธิพลในเส้นทางที่เกิดขึ้นใหม่
ไม่น่าแปลกใจที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยแสดงความคิดต้องการยึดกรีนแลนด์และแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ซึ่งส่วนหนึ่งคือการยึดโยงเชื่อมต่อภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ Arctic Circle เส้นทางขนส่งพลังงาน มาจนถึงเรื่องน้ำมัน ทั้งหมดนี้คือการพยุงระเบียบโลกที่สหรัฐฯ พยายามรักษาไว้
คะแนนนิยมทรัมป์ลดฮวบ กับการประท้วง "No Kings"
ปรากฏการณ์คนรวมตัวประท้วงโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้ชื่อ "No Kings" เกิดขึ้นอย่างดุเดือดทั่วสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนบางส่วนต่อทิศทางของประเทศและความกังวลต่ออนาคตประชาธิปไตย หลังทรัมป์จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลาง
รศ.ดร.จักรี วิเคราะห์ว่า การประท้วงกว่า 3,000 จุด มีผู้ชุมนุม 8 ล้านกว่าคน รวมถึงการประท้วง "TACO" หรือ "ทาโก้" ที่เสียดสีทรัมป์ว่า ชอบขู่ทำลายแต่สุดท้ายไม่กล้าลงมือ พฤติกรรมผู้นำเช่นนี้กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพการเงินโลก
มาตรา 25 และแรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ
มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการใช้มาตราแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 มาตรา 4 ที่ระบุว่าในกรณีที่ประธานาธิบดีเข้าข่ายวิกลจริตหรือไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้รองประธานาธิบดีขึ้นมาดำรงตำแหน่ง มีการพูดถึงและกดดันจากฝ่ายเดโมแครตอย่างหนักในช่วงเดือนเมษายน 2026 ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
กระแสของพรรคเดโมแครตเริ่มกลับมา สวนทางกับคะแนนความนิยมของทรัมป์ที่ลดลง จึงต้องจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงกลางปีที่จะเป็นตัวชี้วัดอำนาจการบริหาร หากพรรคของประธานาธิบดีแพ้ จะทำให้การออกกฎหมายยากขึ้น
รศ.ดร.จักรี มองว่า "ทรัมป์ น่าจะคำนวณแล้วว่าหากยังอยู่ในสงครามต่อไป สิ่งที่จะได้กับความสูญเสียทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นต้นทุนมันต่างกันเยอะเลย" ดังนั้นการเคลื่อนไหวของทรัมป์ในช่วงนี้จึงพยายามสื่อสารกับประชาชนสหรัฐฯ ถึงผลสำเร็จในการเจรจาว่า "สหรัฐฯ ชนะแล้ว" และ "อิหร่านยอมเจรจา" ซึ่งในความเป็นจริงอิหร่านปฏิเสธและไม่เคยบอกว่าแพ้ สิ่งที่ทรัมป์ทำเป็นการสื่อสารเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งไปไกล
อิสราเอล: ตัวแปรหลักในสงครามตะวันออกกลาง
รศ.ดร.จักรี ยังตั้งสมมติฐานว่า หากสงครามจบและสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป อิสราเอลจะต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านเพียงลำพัง ซึ่งสามารถนึกภาพออกได้ไม่ยากว่าอิสราเอลจะเจออะไรบ้าง ความไม่พอใจของอิสราเอลเห็นได้ชัดในทุกครั้งที่ทรัมป์ประกาศจะยืดระยะเวลาหยุดยิง และจะมีปฏิบัติการเกิดขึ้นทันที เช่นการโจมตีเลบานอนหลังทรัมป์ประกาศจะยืดเวลาหยุดยิง 14 วัน
ที่น่าสังเกตคือ ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น คะแนนนิยมของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2569 คะแนนนิยมที่สูงขึ้นมาจากกลุ่มอิสราเอลเชื้อสายยิวที่รู้สึกว่าพวกเขาจะปลอดภัยและมั่นคงภายใต้การบริหารของเนทันยาฮู ในการยืนหยัดต่อสู้กับอิหร่าน
ในทางกลับกัน ฝ่ายค้านโดยเฉพาะนัฟตาลี เบนเนตต์ มีแคมเปญ "เบนเนตต์ 2026" ที่โจมตีเนทันยาฮูว่า นำชะตากรรมของประเทศมาใช้ตอบโจทย์ตัวเอง พูดถึงเรื่องสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิง 14 วัน เหมือนอิสราเอลถูกถีบโต๊ะเจรจา รวมถึงประเด็นการคอรัปชันในสงครามและความเหน็ดเหนื่อยจากสงครามที่คุ้มค่าหรือไม่
ฉากทัศน์โลก: การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน-รัสเซีย
รศ.ดร.จักรี มองว่า ฉากทัศน์ในเวทีโลกมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยฝั่งหนึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ส่วนอีกฝั่งมีจีนและรัสเซียเป็นผู้นำ หากจีนและรัสเซียมองว่าเกมนี้คือการเปลี่ยนกติกาของโลก สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจมีฉากด้านหน้าที่พูดเรื่องสันติภาพ แต่ฉากด้านหลังอาจมีการสนับสนุนอิหร่านในการปฏิบัติการหรือการยืนหยัดรักษาอธิปไตยต่อไป
สถาปัตยกรรมทางความมั่นคงคือสิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกังวลอย่างมากในปัจจุบัน หากจบสงครามแบบนี้ อิสราเอลอาจจบสงครามมือเปล่า ซึ่งต้องลุ้นว่าจีนกับรัสเซียจะตีโจทย์ความขัดแย้งนี้อย่างไร แต่เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างสองฟากฝั่งจะยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ



