ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นสงครามทำลายโรงไฟฟ้า-โรงงานน้ำจืด
ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (23.03.2026)

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชั่วโมง อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นสงครามทำลายโรงไฟฟ้า-โรงงานน้ำจืด

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดสูงอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 17:45 น. ของวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะบดขยี้และทำลายโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ของอิหร่าน เริ่มต้นจากโรงงานที่ใหญ่ที่สุด หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยินยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้แก่การเดินเรือระหว่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข

อิหร่านขู่ตอบโต้ระบบไฟฟ้าอิสราเอลและฐานสหรัฐฯ

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อของทางการ ยืนยันว่าอิหร่านมีความมุ่งมั่นที่จะตอบโต้ภัยคุกคามในระดับเดียวกันเพื่อการป้องปราม โดยระบุว่า "หากสหรัฐฯ โจมตีระบบไฟฟ้า อิหร่านก็จะโจมตีระบบไฟฟ้าคืน" เป้าหมายหลักของการตอบโต้จะมุ่งไปที่โรงไฟฟ้าของอิสราเอลและโรงไฟฟ้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานแถลงการณ์ของ IRGC ได้ปฏิเสธและตอบโต้อย่างรุนแรงต่อข้อกล่าวหาของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านมีแผนจะโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด (Desalination Plants) โดยอิหร่านเรียกคำอ้างดังกล่าวว่าเป็น "คำโกหก" ที่พยายามสร้างความลำบากและหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โรงงานน้ำจืดยักษ์ใน GCC เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายสงคราม

ถึงแม้จะมีการปฏิเสธจากฝ่ายอิหร่าน แต่ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางน้ำยังคงพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่ 7 มีนาคม 2569 อิหร่านได้กล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มสร้างบรรทัดฐานก่อนด้วยการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดบนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ่ายน้ำให้แก่หมู่บ้านกว่า 30 แห่ง และ 1 วันหลังจากนั้น ในวันที่ 8 มีนาคม ก็มีรายงานว่าโดรนของอิหร่านได้โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในประเทศบาห์เรนเพื่อเป็นการตอบโต้ สร้างความเสียหายทางวัตถุและมีผู้บาดเจ็บ 3 คน

เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจืดได้หลุดพ้นจาก "เขตหวงห้าม" ในภาวะสงครามไปเรียบร้อยแล้ว ความเปราะบางของ "อาณาจักรน้ำเค็ม" ในภูมิภาคอ่าวอาหรับที่แห้งแล้ง "น้ำมีค่ามากกว่าน้ำมัน" ประเทศในกลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) พึ่งพาการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด (Desalination) ในสัดส่วนที่มหาศาลเพื่อความอยู่รอด

โดย GCC ผลิตน้ำจืดจากกระบวนการนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตทั้งโลก และคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของน้ำจืดที่ผลิตได้จากกระบวนการนี้ทั้งโลก ข้อมูลจาก Arab Center Washington DC ระบุว่าประชากรประมาณ 100 ล้านคนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต้องพึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเพื่อใช้เป็นน้ำดื่ม หากไม่มีโรงงานเหล่านี้แทบไม่มีใครสามารถดำรงชีวิตอยู่ในคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เลย รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของซาอุดีอาระเบียซึ่งรวมถึงเมืองหลวงริยาดด้วย

หากโรงงานเหล่านี้ถูกโจมตีหรือขัดข้อง จะเกิดวิกฤตมนุษยธรรมภายในไม่กี่วัน เนื่องจากความสามารถในการกักเก็บน้ำสำรองของประเทศส่วนใหญ่มีจำกัดเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

5 โรงงานผลิตน้ำจืดสำคัญในตะวันออกกลางที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

  1. โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้า Shoaiba (ซาอุดีอาระเบีย): ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลแดง เป็นหนึ่งในศูนย์รวมโรงงานผลิตน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 2,998,000 ลบ.ม./วัน เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประชากรในภูมิภาคเมกกะและเจดดาห์
  2. โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้า Jebel Ali (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ - ดูไบ): เป็นคอมเพล็กซ์พลังงานและน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังผลิตน้ำจืด 2,227,600 ลบ.ม./วัน ครอบคลุมความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของดูไบ
  3. โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้า Ras Al-Khair (ซาอุดีอาระเบีย): โรงงานระบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตน้ำจืดได้ 1,036,000 ลบ.ม./วัน จ่ายน้ำผ่านท่อยาวกว่า 500 กิโลเมตรไปยังกรุงริยาด
  4. โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้า Jubail (ซาอุดีอาระเบีย): ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก มีกำลังการผลิตน้ำจืดรวมกว่า 1,400,000 ลบ.ม./วัน รองรับทั้งภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและน้ำดื่มสำหรับประชาชน
  5. โรงงานผลิตน้ำจืด Al Taweelah RO (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ - อาบูดาบี): เป็นโรงงานระบบ Reverse Osmosis (RO) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังผลิต 909,200 ลบ.ม./วัน เป็นหัวใจหลักของความมั่นคงทางน้ำในเมืองหลวงอาบูดาบี

ผู้เชี่ยวชาญเตือนการโจมตีโรงงานน้ำจืดคือ "อาชญากรรมสงคราม"

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อความมั่นคงทางน้ำของสหประชาชาติและ CSIS เตือนว่า การโจมตีโรงงานเหล่านี้คือ "อาชญากรรมสงคราม" ภายใต้ระเบียบวิธีเพิ่มเติมของอนุสัญญาเจนีวา มาตรา 54 ที่ห้ามโจมตีสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของพลเรือน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การขาดน้ำดื่มเท่านั้น แต่ยังกระทบด้านอื่น ๆ ได้แก่

  • การล่มสลายของระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลและสถานศึกษาไม่สามารถดำเนินงานได้หากปราศจากน้ำจืดสะอาด
  • หายนะทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตก๊าซในบาห์เรนและกาตาร์ต้องใช้น้ำจืดในกระบวนการผลิต หากหยุดชะงักจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก
  • การปนเปื้อนของน้ำมัน หากสงครามนำไปสู่การปล่อยน้ำมันดิบลงในอ่าวเปอร์เซีย ระบบท่อน้ำเข้าของโรงงานน้ำจืดจะถูกทำลาย และการฟื้นฟูอาจใช้เวลานานหลายปี

ในขณะที่เส้นตายของทรัมป์กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ หากไม่มีการเจรจาทางการทูตที่ได้ผล และมีการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านเกิดขึ้นจริง ตะวันออกกลางอาจก้าวเข้าสู่ยุคของการ "กระหายน้ำ" ซึ่งจะสร้างความเสียหายเกินกว่าที่กำลังทหารใด ๆ จะแก้ไขได้