กัมพูชา-จีน จัดการประชุม 2+2 Strategic Dialogue ครั้งแรกที่กรุงพนมเปญ
วันนี้ (22 เมษายน 2569) สำนักข่าวขแมร์ไทม์สรายงานว่า กัมพูชาและจีนได้จัดการประชุม "2+2 Strategic Dialogue" ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง การประสานงานด้านความมั่นคง และการรับมือความท้าทายระดับภูมิภาคร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดการประชุมและผู้เข้าร่วมหลัก
การประชุมประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายกัมพูชามี ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ และ พลเอกเตีย เซ็ยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมเป็นประธาน ขณะที่ฝ่ายจีนนำโดย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ พลเรือเอกต่ง จวิน รัฐมนตรีกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า กลไกการประชุมนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความตกลงระหว่างการเยือนกัมพูชาของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา
วัตถุประสงค์และขอบเขตการหารือ
การประชุมมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ การหารือครอบคลุมความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง รวมถึงการรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น:
- การค้ามนุษย์
- ยาเสพติด
- อาชญากรรมไซเบอร์
การวิเคราะห์และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี
นักวิเคราะห์ในกัมพูชามองว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง และเปิดทางขยายความร่วมมือในหลายด้าน เช่น:
- การเมือง
- เศรษฐกิจ
- การค้า
- การลงทุน
- ความสัมพันธ์ระดับประชาชน
นอกจากนี้ การจัดตั้งกลไก 2+2 ยังสะท้อนการยกระดับความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความเสี่ยง การตัดสินใจ และการรับมือวิกฤตในระดับภูมิภาค
ความร่วมมือทางทilitaryที่ต่อเนื่อง
ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าความร่วมมือทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการฝึกร่วมภายใต้รหัส Golden Dragon และการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ โดยล่าสุดกัมพูชาได้รับเรือรบคอร์เวตต์ Type 056C จากจีน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันน่านน้ำ การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น



