ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง‘พิธา’ถือหุ้นไอทีวี
ศาล รธน. ไม่รับคำร้องปมถือหุ้นไอทีวีของพิธา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นไอทีวี

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องในกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยศาลเห็นว่าคำร้องดังกล่าวไม่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด

รายละเอียดของคำร้อง

ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ห้ามมิให้ผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว แต่นายพิธาชี้แจงว่าการถือหุ้นดังกล่าวเป็นมรดกจากบิดาและได้โอนให้ผู้จัดการมรดกแล้ว

เหตุผลของศาล

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่านายพิธาได้ดำเนินการโอนหุ้นให้แก่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแล้ว และไม่มีหลักฐานว่ายังคงมีอำนาจควบคุมหรือมีส่วนได้เสียในบริษัทดังกล่าว นอกจากนี้ศาลยังเห็นว่าการถือหุ้นของนายพิธาเป็นไปตามกฎหมายมรดก ไม่ได้มีเจตนาในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ

  • พรรคก้าวไกล แถลงยินดีกับคำตัดสินของศาล และยืนยันว่านายพิธาไม่มีเจตนาผิดกฎหมาย
  • ฝ่ายค้าน วิจารณ์ว่าคำร้องนี้เป็นความพยายามกลั่นแกล้งทางการเมือง
  • นักวิชาการ เห็นว่าคำตัดสินนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.

คดีนี้เป็นหนึ่งในหลายคดีที่ถูกยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่ออนาคตทางการเมือง

คำตัดสินครั้งนี้ทำให้นายพิธาสามารถดำรงตำแหน่ง ส.ส. ต่อไปได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของพรรคก้าวไกลในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกลที่รอการพิจารณา เช่น คดีการถือหุ้นของ ส.ส. อีกหลายคน