กลายเป็นปมร้อนในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนไทย หลังจากกรรมการอิสระของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแยก 3 บริษัทย่อยออกจาก CPALL ตามเกณฑ์ Red Line ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด โฆษกแบงก์ชาติออกมาย้ำว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตธนาคารไร้สาขาทั้ง 3 ราย ต้องแยกธุรกิจการเงินให้ชัดเจน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมแนะนำว่า CPALL มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องแยก 3 บริษัทย่อยทั้งหมด
จุดยืนของกรรมการอิสระ
การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการอิสระของ CPALL แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแยก 3 บริษัทย่อยใต้ปีก CPALL ได้แก่ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ผู้ได้รับใบอนุญาต Bank Agent ในร้าน 7-11 บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด ผู้ให้บริการระบบสมาชิก และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP Axtra ผู้บริหารธุรกิจค้าส่ง-ปลีกรายใหญ่ Makro และ Lotus’s โดยกรรมการให้ความเห็นว่าการแยกดังกล่าวจะกระทบธุรกิจ CPALL เพราะสูญเสียความคล่องตัวในการกำหนดนโยบายร่วมกัน กระทบผลประโยชน์ รายได้ และการเติบโตของธุรกิจ อีกทั้งยังสูญเสียความเป็นกลางในการประกอบธุรกิจในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตตัวแทนสาขาธนาคาร เนื่องจากอาจเกิดความกังวลในประเด็นการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร การคุ้มครองความลับทางการค้า และความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ
การประชุมผู้ถือหุ้นชี้ชะตา
ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ กลายเป็นวันชี้ชะตาของ 3 บริษัทย่อยว่าจะได้รับฉันทามติไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมด โดยไม่นับเสียงจากผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อโหวตตัดสินใจย้ายไปอยู่กับบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขาของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่
เกณฑ์ Red Line ของ ธปท.
การแยก 3 บริษัทย่อยของ CPALL เป็นไปตามมาตรการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจการเงิน หรือเกณฑ์ Red Line สำหรับผู้ให้บริการธุรกิจธนาคารไร้สาขาของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสาระสำคัญของ Red Line หรือสิ่งที่แบงก์ชาติไม่อยากเห็น แบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่
- การทำธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน กระทบเสถียรภาพ เช่น การแข่งขันกำหนดดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกินจริง หรือคิดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำผิดปกติ เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งอาจทำให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประสบปัญหาขาดทุน กระทบผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ต้องลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างรัดกุมเทียบเท่าสถาบันการเงินปกติ
- การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม ครอบคลุมถึงการกีดกันคู่แข่ง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่นเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือข้อมูล รวมถึงการบังคับขาย หรือการใช้ข้อมูลจากธุรกิจอื่นในเครือมาบีบบังคับให้ลูกค้าใช้บริการทางการเงินของตนเพียงอย่างเดียว
- การกระตุ้นให้เกิดหนี้ครัวเรือนอย่างไม่เหมาะสม เช่น การใช้ AI หรือข้อมูลทางเลือกวิเคราะห์เพื่อปล่อยกู้ให้กลุ่มที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ หรือส่งเสริมพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัวผ่านแคมเปญการตลาด
- การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง หรือการนำเงินฝากของประชาชนไปปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นของตนเองอย่างไม่โปร่งใส
มุมมองจากกูรูการเงิน
ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และอินฟลูเอนเซอร์การเงินจากเพจ “ปป.รวยกว่าย่อมดีกว่า” แสดงความเห็นว่า มติไม่เห็นด้วยกับการแยกบริษัทย่อยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 อาจเป็นกลยุทธ์ที่ผู้บริหารกลุ่มซีพีวางไว้ เพื่อให้กระบวนการนำไปสู่การโหวตลงมติของผู้ถือหุ้นรายย่อยในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การย้าย 3 บริษัทย่อยไปรวมกับบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด จะต้องตกไป เพราะผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้าประชุมและลงมติไม่ถึงเกณฑ์ 75% ของเสียงทั้งหมด และมตินี้อาจเป็นเครื่องมือให้ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้เจรจากับแบงก์ชาติไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ Red Line
จุดยืนของแบงก์ชาติ
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า การพิจารณาให้ใบอนุญาต Virtual Bank สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลังที่กำหนดให้ผู้ขอจัดตั้ง VB รวมธุรกิจที่ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ตนเองมีอำนาจควบคุมไว้ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน โดยแยกออกจากธุรกิจนอกภาคการเงิน เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันการเอื้อประโยชน์ ผู้ขอจัดตั้ง VB อาจดำเนินการได้หลายแนวทาง เช่น โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน ลดสัดส่วนการถือหุ้น คืนใบอนุญาตที่ไม่มีนัยสำคัญ หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ไทม์ไลน์ธนาคารไร้สาขา
ปัจจุบันอยู่ในช่วงให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเตรียมตัวก่อนให้บริการประชาชน โดยเดิมตั้งเป้าหมายให้คนไทยได้ใช้บริการธนาคารไร้สาขาในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ล่าสุดนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขยับกรอบคาดว่าจะพร้อมให้บริการในช่วงปลายปี 2569 โดยหลังเปิดดำเนินการ แบงก์ชาติยังคงวางมาตรการทดลองงาน โดยจะติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ หากทำผิดเกณฑ์ Red Line เช่น ระบบล่มบ่อย ข้อมูลรั่ว หรือมีพฤติกรรมกระตุ้นหนี้เกินตัว แบงก์ชาติสามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้



