มหาดไทยปลดล็อกให้ผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาทำงานนอกศูนย์พักพิง
มหาดไทยปลดล็อกให้ผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาทำงานนอกศูนย์

นับตั้งแต่ปี 2527 ถึง 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี หลังจากเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลทหารเมียนมา ประเทศไทยได้เปิดพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม โดยอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด หรือที่เรียกว่า "พื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา" จำนวน 9 แห่ง ใน 8 อำเภอ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ผู้ลี้ภัยยังคงมีสถานะอยู่ในผืนแผ่นดินไทย และยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับคืนสู่มาตุภูมิ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะสงครามโลก เศรษฐกิจตกต่ำ และการถูกตัดงบประมาณการช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยต้องหามาตรการในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ลี้ภัย เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณในระยะยาว

มติคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ทำงานนอกศูนย์พักพิง

ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยการสู้รบจากเมียนมาออกมาทำงานนอกศูนย์พักพิงได้ ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จำนวนผู้หนีภัยการสู้รบและผู้อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 77,728 คน ประกอบด้วยพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • บ้านถ้ำหิน หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 4,479 คน
  • บ้านต้นยาง หมู่ที่ 5 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,777 คน
  • บ้านใหม่ในสอย หมู่ที่ 4 ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 6,558 คน
  • บ้านแม่สุริน หมู่ที่ 5 ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 1,838 คน
  • บ้านแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 9,166 คน
  • บ้านแม่ละอูน หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 8,122 คน
  • บ้านแม่หละ หมู่ที่ 9 ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 28,441 คน
  • บ้านอุ้มเปี้ยม หมู่ที่ 1 ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 8,147 คน
  • บ้านนุโพ หมู่ที่ 4 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก จำนวน 8,147 คน

โดยพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ "บ้านแม่หละ" อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ถือเป็นศูนย์พักพิงที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน มีพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ จากเดิมมีพื้นที่ 6 แห่ง ได้แก่ บ้านแม่ตะวอ บ้านโซโกร บ้านแม่สลิด บ้านเคลอโค๊ะ บ้านกามอเรโค๊ะ และบ้านแม่หละ ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2568 ระบุว่ามีประชากร 28,441 คน จำนวน 7,281 ครัวเรือน กลุ่มชาติพันธุ์ที่หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวมีหลายชนเผ่า เช่น กะเหรี่ยง พม่า คะฉิ่น มอญ คะเรนนี ลีซอ ยะไข่ ปะหล่อง ไทใหญ่ ตะแว และแม๊ป

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การดูแลตามหลักมนุษยธรรมและความท้าทาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ทั้งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่พักพิงดังกล่าว ได้ให้การดูแลตามหลักมนุษยธรรม เพื่อรอการส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรในรุ่นหลัง แต่ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้ลี้ภัยต้องใช้ปัจจัยในการยังชีพเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการละเมิดกฎระเบียบ แม้จะมีองค์กรพัฒนาเอกชนและเจ้าหน้าที่จาก UNHCR ให้การช่วยเหลือไปยังประเทศที่สาม และมีการเจรจาให้กลับไปเมียนมา แต่ยังไม่เคยได้ข้อยุติ

นโยบายของปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีการประชุมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เพื่อยกระดับแก้ปัญหาผู้หลบหนีภัยสู้รบชายแดนเมียนมาให้สอดคล้องกับพลวัตสถานการณ์โลก ตามมติ ครม. เรื่อง "การบริหารจัดการการอนุญาตให้ออกมาทำงาน" มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทุกมิติควบคู่ส่งเสริมหลักพึ่งพาตนเองตามหลักมนุษยธรรม นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) เป็นประเด็นระดับโลกที่ไทยให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ปัจจุบันยังมีผู้หนีภัยจากเมียนมาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง รวม 77,324 คน ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการจัดระเบียบ ดูแลความเรียบร้อย และประสานความร่วมมือกับองค์การนอกภาครัฐ (NGOs) เพื่อให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานด้านต่างๆ แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่ยังคงไม่แน่นอน ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัญหาอาชญากรรมดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อการให้งบประมาณช่วยเหลือดูแลผู้หนีภัยการสู้รบ ทำให้การบริหารจัดการรวมถึงการส่งกลับภูมิลำเนาทำได้ยาก ดังนั้นในปี 2568 รัฐบาลจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายโดยมุ่งเน้นให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา สามารถออกมาทำงานนอกพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แนวทางการปฏิบัติงาน

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า "ขอให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายอำเภอ ปลัด ใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองในมิติสำคัญต่างๆ ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย ผลักดันให้พื้นที่พักพิงฯ เป็นพื้นที่สีขาวที่ปราศจากยาเสพติด ปราบปรามการลักลอบกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด การรักษาความปลอดภัย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินภายในพื้นที่ให้เข้มงวด ...รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้ที่อยู่ในศูนย์ฯ ด้วยการส่งเสริมการฝึกทักษะอาชีพขั้นพื้นฐาน เช่น การเลี้ยงไก่ไข่ จะได้ลดค่าใช้จ่ายและมีอาหารสำหรับเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว"

ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเอง

นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ในฐานะหัวหน้าสำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์ฯ จำนวนมากเป็นโจทย์ท้าทายที่จะต้องช่วยกันยกระดับการดำเนินงานไปสู่บริบทใหม่ที่ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นที่การพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญคือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรมตามแนวชายแดน เช่น สวนลำไยหรือไร่อ้อย ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งในแง่มนุษยธรรมและเศรษฐกิจ โดยแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ในระยะใกล้ จะเน้นที่กำลังแรงงานที่อาศัยอยู่ในศูนย์ฯ ต้องได้รับการฝึกฝนอาชีพ พัฒนาการศึกษา และออกไปทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและผู้ที่พึ่งพิงกลุ่มคนเหล่านี้

นายภาสกรกล่าวว่า "การลงพื้นที่เพื่อสำรวจความพร้อมในแต่ละศูนย์ฯ เพื่อประเมินศักยภาพในการรวมบางพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในเชิงบริหารจัดการ และการดำเนินยุทธศาสตร์ในระยะกลาง เพื่อการบริหารจัดการศูนย์อพยพให้เป็นระบบและใช้งบประมาณให้คุ้มค่า หากดำเนินงานได้ตามยุทธศาสตร์เชิงรุกได้โดยไม่ต้องรอการดูแลจากภาครัฐหรือองค์การระหว่างประเทศเพียงฝ่ายเดียว และสุดท้ายก็จะช่วยให้รัฐสามารถพิจารณาปิดที่พักพิงชั่วคราวอย่างเป็นระบบได้ในที่สุด"

ผลการดำเนินงานและแนวโน้ม

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยล่าสุด ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน 2569 มีผู้ได้รับอนุญาตทำงานไปแล้ว 2,842 คน แต่ตัวเลขดังกล่าว "ยังน้อยเกินไป" เมื่อเทียบกับศักยภาพของวัยแรงงานในกลุ่มนี้ที่มีอยู่กว่า 42,000 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับกระทรวงแรงงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกขั้นตอนต่างๆ ให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มากขึ้น