นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารหน่วยงานด้านการบินในสังกัด เพื่อรับฟังการนำเสนอภารกิจและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด เข้าร่วม
ปรับแผนรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านการบิน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อเส้นทางบิน ต้นทุน และการบริหารจราจรทางอากาศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าการบริหารน่านฟ้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะเกี่ยวข้องทั้งมิติความมั่นคง ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร
นอกจากนี้ ยังเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการควบคุมจราจรทางอากาศ สนามบิน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมองว่าทุกหน่วยงานต้องทำงานเป็น “ทีมเดียวกัน” ตั้งแต่นโยบายจนถึงระดับปฏิบัติ
พัฒนาสนามบินภูมิภาคเป็นประตูเศรษฐกิจ
นายภัทรพงศ์กล่าวถึงการพัฒนาสนามบินภูมิภาคว่า สนามบินไม่ได้เป็นเพียงจุดขึ้น-ลงของเครื่องบิน แต่เป็น “ประตูของเมือง” ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ของชุมชน จึงต้องเร่งพัฒนา Connectivity ทั้งทางอากาศและการเชื่อมโยงกับระบบขนส่งอื่นๆ หากสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการบินของไทย พร้อมกับสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว
คุมเข้มความปลอดภัย เตือนอย่าเล่นพิเรนทร์พูด "คำต้องห้าม"
นายภัทรพงศ์กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ผู้โดยสารกล่าวอ้างมีวัตถุอันตรายต้องห้ามในสัมภาระถือขึ้นเครื่องบนอากาศยานของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 4401 เส้นทางกระบี่–สุวรรณภูมิ ส่งผลให้อากาศยานต้องกลับเข้าหลุมจอดและดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยนั้น จึงได้มอบหมาย บวท. ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแล ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการควบคุมจราจรทางอากาศตามภารกิจหน้าที่อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ โดยยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ และเน้นย้ำให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือสายการบินกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งได้รับรายงานจากวิทยุการบินฯ ว่าสามารถบริหารจัดการเที่ยวบินตามมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่กำหนดไว้ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการให้บริการ
นอกจากนั้นยังได้มอบหมายเพิ่มเติมให้วิทยุการบินฯ เตรียมพร้อมรองรับทุกสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติที่เที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้น และสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารและอากาศยาน
นอกจากนี้ได้ย้ำให้หน่วยงานการบิน รณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึง “คำต้องห้าม” ในท่าอากาศยานและบนเครื่องบิน ซึ่งการกล่าวอ้างหรือกระทำการใดที่สร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือหยอกล้อ ล้วนมีความผิดตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ขอให้ผู้โดยสารมั่นใจได้ว่า การเดินทางทางอากาศยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกด้วย



