Hometown Tax โมเดลภาษีเลือกได้จากญี่ปุ่น สู่โอกาสแก้เหลื่อมล้ำไทย
Hometown Tax โมเดลภาษีเลือกได้ สู่โอกาสแก้เหลื่อมล้ำไทย

Hometown Tax คืออะไร? โมเดลภาษีเลือกได้จากญี่ปุ่น สู่โอกาสแก้เหลื่อมล้ำไทย

ถ้าเสียงของเราเลือกได้ว่า "ภาษี" จะไปลงที่ไหน เมืองไทยจะเปลี่ยนไปไหม? ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยกำลังเดินหน้ายกร่างกฎหมาย "Hometown Tax" เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนจัดสรรภาษี 10% และบริจาคเงินพัฒนาท้องถิ่น โดยผู้บริจาคจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเงื่อนไข ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา

ปัญหาโครงสร้างเดิมที่ "เงินอุดหนุน" แก้ไม่ตก

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า หัวใจของ Hometown Tax หรือระบบชำระภาษีให้บ้านเกิด ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการคลังที่ฝังรากลึกมานาน ประเทศไทยและญี่ปุ่นเผชิญปัญหาคล้ายกันคือ "ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่" เมื่อประชากรวัยแรงงานอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า ส่งผลให้ท้องถิ่นในเขตชนบทเก็บภาษีรายได้ได้ลดลงอย่างมาก

แม้รัฐบาลกลางจะจัดสรรเงินอุดหนุน แต่เงินอุดหนุนเหล่านั้นมักมีข้อจำกัด เช่น ไม่เพียงพอต่อความต้องการ งบประมาณปีต่อปีอาจไม่ครอบคลุมการพัฒนาในระยะยาว ขาดความคล่องตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และไม่ตอบโจทย์พื้นที่จริง ด้วยเหตุนี้ ระบบ Hometown Tax จึงถูกออกแบบมาเพื่อมอบ "อิสระ" ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองได้มากขึ้น

ถอดบทเรียน Furusato Nozei ญี่ปุ่น ทำอย่างไรให้คนอยาก "จ่ายภาษี"

ญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบนี้ในปี 2551 ภายใต้ชื่อ "Furusato Nozei" เพื่อให้พลเมืองมีส่วนร่วมฟื้นฟูบ้านเกิด โดยมีกุญแจความสำเร็จที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ 3 ด้านหลัก

  1. แรงจูงใจที่จับต้องได้ (Thank-you Gifts): ท้องถิ่นที่ได้รับเงินบริจาคจะส่งสินค้าในพื้นที่เป็นของสมนาคุณ เช่น อาหารท้องถิ่นหรือเครื่องปั้นดินเผา โดยรัฐบาลกำหนดมูลค่าของขวัญไม่เกิน 30% ของเงินบริจาคเพื่อป้องกันภาวะขาดทุนจากการแข่งขัน
  2. การลดภาระด้วยเทคโนโลยี (One-Stop Service): รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมมือกับเอกชนสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อลดความซับซ้อน เช่น เว็บไซต์ furusato-tax.jp ที่คำนวณเพดานลดหย่อน ติดตามสถานะของสมนาคุณ และเชื่อมโยงการขอคืนภาษีไว้ในที่เดียว
  3. การขยายเพดานสิทธิประโยชน์: มีการปรับปรุงนโยบายในปี 2558 โดยเพิ่มเพดานการลดหย่อนภาษีจาก 10% เป็น 20% ของภาษีที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ยอดบริจาคพุ่งสูงขึ้นจากเพียง 5.4 หมื่นครั้งในปีแรก สู่กว่า 23 ล้านครั้งในปี 2562

ตัวอย่างท้องถิ่นไทยที่เคยใช้โมเดลคล้ายกัน

เอกสารของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่มีกฎหมาย Hometown Tax อย่างเป็นทางการ แต่ท้องถิ่นไทยหลายแห่งได้เริ่ม "ลงมือทำ" ผ่านความร่วมมือของภาคประชาชนจนประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจ

  • โมเดลแก้จนท่าคันโท (จ.กาฬสินธุ์): ใช้รูปแบบการระดมทุนผ่าน "ผ้าป่าแก้จน" เพื่อสร้างบ้านและมอบอุปกรณ์สร้างอาชีพให้ครอบครัวที่ยากไร้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
  • โมเดลสวัสดิการหนองป่าครั่ง (จ.เชียงใหม่): อบต. จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากจิตอาสา และระดมเงินบริจาคจากชาวบ้านเพื่อสร้างโรงพยาบาล รถรับ-ส่งนักเรียน และศูนย์เด็กเล็กที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ

ข้อเสนอแนะการนำมาใช้ในไทยเพื่อความยั่งยืน

ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย แนะว่ารัฐบาลควรยึดหลัก "โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระ" โดยอาจเริ่มจากการใช้ระบบ e-Donation เพื่อความโปร่งใส และไม่จำกัดเพียงแค่สินค้า แต่สามารถให้ของสมนาคุณเป็น "บริการ" เช่น แพ็กเกจที่พักหรือส่วนลดร้านอาหาร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

การประยุกต์ใช้ Hometown Tax ในระยะแรก อาจทดลองใช้ใน Sandbox เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามประสิทธิภาพของนโยบายได้ใกล้ชิด เข้าใจปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหาก่อนนำไปใช้ทั้งประเทศ เช่น ทดลองใช้กับจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อย 10 อันดับแรก เป็นต้น

สุดท้ายแล้ว การผลักดัน Hometown Tax ในไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขภาษี แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางการคลังที่ทำให้ "คนย้ายถิ่น" ยังคงมีสายสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ส่วนประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เงินบริจาคภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐอาจได้รับอานิสงส์จากผู้ยินดีเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น