สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ 'Epic Fury' โจมตีอิหร่าน ส่องอาวุธล้ำสมัยปะทะความตึงเครียด
สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ 'Epic Fury' โจมตีอิหร่าน

ปฏิบัติการ 'Epic Fury' สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ระดมอาวุธล้ำสมัยกว่า 20 ประเภท

ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารภายใต้ชื่อ "Operation Epic Fury" โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ทันที จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ทั่วภูมิภาค

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ เผยแพร่รายละเอียดปฏิบัติการ

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยภาพและข้อมูลปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งระดมอาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่า 20 ประเภทเข้าปะทะอิหร่าน ครอบคลุมขีปนาวุธ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน เครื่องบินรบกวนเรดาร์ ระบบยิงจรวด และโดรนโจมตีต้นทุนต่ำแบบใช้ครั้งเดียว ที่ถูกนำมาใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรก

สงครามโดรนต้นทุนต่ำ: LUCAS ปะทะ Shahed-136

หนึ่งในอาวุธที่น่าจับตามองคือ โดรน LUCAS ซึ่งเป็นโดรนโจมตีแบบพุ่งชนเป้าหมายครั้งเดียว (one-way attack drone) ที่เลียนแบบแนวคิดจากโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน จุดเด่นคือโครงสร้างเรียบง่าย ต้นทุนต่ำประมาณ 35,000 ดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านบาทต่อเครื่อง และสามารถผลิตได้จำนวนมาก เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงปริมาณในสนามรบ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขณะที่ Shahed-136 ของอิหร่าน ใช้ระบบนำทาง GPS บินเข้าสู่พิกัดที่กำหนดและระเบิดเมื่อพุ่งชน เคยถูกใช้งานในอิรัก และรัสเซียนำไปโจมตียูเครนหลายหมื่นครั้ง ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราว 20,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6 แสนบาทต่อเครื่อง สามารถบรรทุกวัตถุระเบิดและโจมตีเป้าหมายไกลถึง 2,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องใช้รันเวย์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล Tomahawk: อาวุธหลักโจมตีระยะไกล

ขีปนาวุธ Tomahawk เป็นอาวุธร่อนพิสัยไกลที่ยิงจากเรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ บินด้วยความเร็วใกล้เคียงเครื่องบินโดยสาร และสามารถบรรทุกหัวรบน้ำหนักประมาณ 1,000 ปอนด์ เพื่อโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินอย่างแม่นยำ

การยิงจากเรือพิฆาตหรือเรือดำน้ำที่ประจำการอยู่ห่างจากเป้าหมายหลายร้อยกิโลเมตร ช่วยให้สหรัฐฯ ตอบสนองได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องส่งนักบินเข้าสู่น่านฟ้าที่มีการป้องกันหนาแน่น Tomahawk มีราคาประมาณลูกละ 400 ล้านบาท พิสัยยิง 1,200-2,400 กิโลเมตร และถูกใช้งานมากกว่า 2,350 ครั้งนับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991

เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit: เจาะระบบป้องกันแน่นหนา

เครื่องบิน B-2 Spirit ของสหรัฐฯ ทำภารกิจบินไป-กลับจากแผ่นดินใหญ่เพื่อโจมตีฐานขีปนาวุธใต้ดินที่เสริมความแข็งแกร่ง ด้วยระเบิดนำวิถีน้ำหนัก 2,000 ปอนด์ คาดว่าในระลอกแรกใช้ราว 4 ลำ

จุดเด่นของ B-2 คือเทคโนโลยีล่องหนที่ช่วยให้เจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ซับซ้อนได้ โครงสร้างแบบปีกบิน วัสดุผสม และสารเคลือบพิเศษ ลดการสะท้อนสัญญาณเรดาร์ ทำให้ตรวจจับได้ยาก มีพิสัยบินประมาณ 9,600 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

เครื่องบินรบกวนเรดาร์ EA-18G Growler: ปิดตาฝ่ายตรงข้าม

เครื่องบิน EA-18G Growler ทำหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ รบกวนและทำลายขีดความสามารถของเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford และ USS Abraham Lincoln

ภารกิจหลักคือการ "ปิดตา-ปิดหู" ฝ่ายตรงข้าม ผ่านการตรวจจับ วิเคราะห์ และก่อกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยเปิดทางให้อากาศยานโจมตีเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ระบบยิงจรวด HIMARS: ความคล่องตัวสูงในสนามรบ

อีกหนึ่งกำลังหลักคือ ระบบ M142 HIMARS ซึ่งถูกใช้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นใหม่ Precision Strike Missile (PrSM) ในการโจมตีเป้า HIMARS เป็นระบบยิงจรวดหลายลำกล้องแบบเคลื่อนที่เร็ว ติดตั้งบนรถบรรทุกยุทธวิธี น้ำหนักเบาและคล่องตัว

นอกจากนี้ HIMARS ยังสามารถลำเลียงทางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียงอย่าง C-17 ทำให้เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้รวดเร็ว และได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบยิงจรวดที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านการพิสูจน์ในสนามรบทั่วโลก

ปฏิบัติการ Epic Fury สะท้อนยุทธศาสตร์การใช้อาวุธล้ำสมัยหลากหลายประเภทของสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อกดดันอิหร่าน เพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง