กองทัพอากาศยืนยันความพร้อมน้ำมันสำรองสงคราม เดินหน้าฝึกร่วม Cope Tiger ไทย-สหรัฐฯ-สิงคโปร์
วันนี้ (9 มีนาคม 2569) พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมชายแดนไทยกัมพูชา ได้เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการพลังงานของกองทัพอากาศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาและแหล่งที่มาของน้ำมัน โดยย้ำว่ากองทัพอากาศได้วางมาตรการเข้มงวดในการใช้เชื้อเพลิง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
มาตรการบริหารพลังงานและน้ำมันสำรองสงคราม
กองทัพอากาศได้แบ่งมาตรการการใช้เชื้อเพลิงออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้เท่าที่จำเป็นในภาคพื้นดิน การบริหารน้ำมันภาคอากาศสำหรับการฝึกบินปกติ และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาระดับ "น้ำมันสำรองสงคราม" เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศและอธิปไตยได้ทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน พลอากาศเอกประภาส ระบุว่า การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานนี้เป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ความห่วงใยต่อข้อมูลข่าวสารและความร่วมมือทางทหาร
นอกจากนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศยังแสดงความห่วงใยถึงการบริโภคข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน โดยระบุว่าในพื้นที่ความขัดแย้ง ยังมีการใช้ข้อมูลบิดเบือน ทั้งในรูปแบบอินโฟกราฟิกและภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างกระแสความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเอง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์โดยตรง และอย่าตื่นตระหนกกับข่าวสารที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
สำหรับความร่วมมือระหว่างไทยกับมิตรประเทศ พลอากาศเอกประภาส ยืนยันว่า การฝึกร่วม Cope Tiger ระหว่างกองทัพอากาศไทย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ยังคงดำเนินต่อไปตามแผน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้นักบินรุ่นใหม่และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหาร โดยย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดยืนรักสงบ แต่การเตรียมความพร้อมและการแสดงศักยภาพทางทหาร (Show of Force) ถือเป็นกลไกสำคัญในการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม
มาตรการความปลอดภัยและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
กองทัพอากาศยังได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่กองทัพอากาศ เพื่อเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจกระทบต่อชาวต่างชาติที่เป็นคู่ขัดแย้ง สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศยังคงเกาะติดสถานการณ์ผ่านศูนย์ข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยมีการใช้ระบบ Hotline ประสานงานตรงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ โดยยังคงยึดถือแนวทางตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการรักษาสถานะเดิมในพื้นที่และการร่วมมือแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนประเด็นพื้นที่ทับซ้อนนั้น คาดว่าจะมีความคืบหน้าผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงเดือนเมษายน
พลอากาศเอกประภาส สรุปว่า การเตรียมความพร้อมด้านน้ำมันสำรองสงครามและการฝึกร่วมกับมิตรประเทศเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในภาวะวิกฤต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทางทหาร



