ผลสำรวจความนิยมพรรคการเมืองล่าสุดก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 ได้รับการเปิดเผยโดยสถาบันวิจัยหลายแห่ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความชื่นชอบของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่มีคะแนนนิยมสูงสุด ขณะที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคก้าวไกลมีคะแนนตามมาติดๆ
การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1-15 มีนาคม 2566 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,500 คนทั่วประเทศ ผลการสำรวจพบว่าพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมร้อยละ 35 รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐร้อยละ 20 และพรรคก้าวไกลร้อยละ 18 นอกจากนี้ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 10 และพรรคภูมิใจไทยร้อยละ 8
ปัจจัยที่มีผลต่อคะแนนนิยม
นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในครั้งนี้ ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจ การจัดการปัญหาค่าครองชีพ และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกลในการผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูปกองทัพก็เป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นใหม่
ผลสำรวจในแต่ละภูมิภาค
- ภาคเหนือ: พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 45 รองลงมาคือพรรคก้าวไกลร้อยละ 25
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: พรรคเพื่อไทยนำโด่งที่ร้อยละ 50 ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐร้อยละ 15
- ภาคกลาง: พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยมีคะแนนใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 25 และ 23 ตามลำดับ
- ภาคใต้: พรรคประชาธิปัตย์ยังคงมีฐานเสียงเหนียวแน่นที่ร้อยละ 40 ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐร้อยละ 20
- กรุงเทพมหานคร: พรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 30 รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยร้อยละ 25
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้ยังมีความคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในนาทีสุดท้าย
ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่มีการเลือกตั้งหลังการรัฐประหารในปี 2557 และเป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2560



