ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เข้าจับกุมนายสมศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาคดีขายยาปลอมทางออนไลน์ ภายในบ้านพักในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568
เปิดปฏิบัติการล่าเครือข่ายยาปลอม
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าเฟซบุ๊กเพจแห่งหนึ่งมีการโฆษณาขายยาแผนปัจจุบันและยาอันตรายหลายชนิด โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. อาทิ ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก ยาบำรุงสมอง และยารักษาโรคเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นยาที่ต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าเพจดังกล่าวดำเนินการโดยนายสมศักดิ์
จากการตรวจค้นพบยาหลายชนิดที่ไม่มีทะเบียนยา และยาที่หมดอายุแล้วจำนวนมาก บรรจุอยู่ในกล่องและซองที่เตรียมไว้สำหรับจัดส่งทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ประกอบด้วยยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาฉีด และเวชภัณฑ์ต่างๆ กว่า 50 รายการ
พฤติกรรมของเครือข่าย
นายสมศักดิ์ให้การรับสารภาพว่า ตนได้เปิดร้านขายยาออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กมานานกว่า 2 ปี โดยซื้อยาจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มาในราคาถูก แล้วนำมาบรรจุใหม่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนโพสต์ขายในกลุ่มลับและเพจปิด คิดราคาตั้งแต่ 200-1,500 บาทต่อชุด ลูกค้าสามารถสั่งซื้อและชำระเงินผ่านบัญชีธนาคาร จากนั้นตนจะจัดส่งทางไปรษณีย์ไปยังผู้ซื้อทั่วประเทศ โดยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท
พ.ต.อ.หญิง กรรณิการ์ วิจิตรวงศ์ รองผู้บังคับการ ปคบ. เปิดเผยว่า ยาปลอมเหล่านี้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างยิ่ง เพราะไม่มีสารออกฤทธิ์ตามที่ระบุ หรือมีสารที่เป็นอันตรายปนเปื้อน อาจทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาเพื่อรักษาโรคไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงถึงชีวิต
ด้านแพทย์หญิงอัจฉรา วิริยานนท์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณายาทางออนไลน์ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ควรซื้อยาจากสถานพยาบาลหรือร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และหากพบเบาะแสการขายยาผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา คือ “ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ขายยาปลอม” ซึ่งมีโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลางยังคงขยายผลเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการและแหล่งผลิตยาปลอมเพิ่มเติม พร้อมทั้งประสานงานกับไปรษณีย์ไทยและบริษัทขนส่งเอกชนเพื่อตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยที่อาจเป็นยาผิดกฎหมาย



