ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก 7% เซ่นพิษน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ เกาหลีใต้ประกาศหยุดซื้อขายชั่วคราว
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายในวันนี้ (9 มีนาคม 2569) ด้วยการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั่วทั้งภูมิภาค หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันให้ตลาดเกิดความวิตกกังวล รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดัชนีหลักทั่วเอเชียร่วงหนัก สะท้อนแรงเทขายมหาศาล
ดัชนีนิกเกอิของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดตลาดที่ระดับ 54,608.63 จุด ลดลง 1,012.21 จุด หรือ -1.82% ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วง 15 นาทีแรกของการซื้อขาย ปรับตัวลดลงถึง 3,382.63 จุด หรือ 6.08% มาอยู่ที่ระดับ 52,238.21 จุด ซึ่งสะท้อนถึงแรงเทขายอย่างรุนแรงของนักลงทุนอย่างชัดเจน
ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,075.74 จุด ลดลง 681.55 จุด หรือ -2.65% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,098.70 จุด ลดลง 25.49 จุด หรือ -0.62% แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน
ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียร่วงลง 3.68% ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลงถึง 6.68% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องประกาศหยุดการซื้อขายสัญญาดัชนี KOSPI 200 เป็นการชั่วคราว หลังความผันผวนในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกินขีดจำกัดที่กำหนด
ปัจจัยกดดันหลักจากราคาน้ำมันพุ่งและความตึงเครียดตะวันออกกลาง
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ราคาน้ำมัน WTI ทะยานทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศปรับลดการผลิตน้ำมัน ภายหลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การปิดช่องแคบดังกล่าวสร้างความกังวลต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก และอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนอยู่ในสภาวะ Risk-off อย่างชัดเจน
ความเห็นจากนักวิเคราะห์และแนวโน้มตลาดหุ้นไทย
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนวันนี้ตลาด Risk-off คาดดัชนี SET อาจไหลลงไปหลุดระดับ 1,400 จุด สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาคเช้านี้เปิดตลาดมาปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล สร้างความกังวลว่าจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อเศรษฐกิจ สาเหตุจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและลุกลาม หลังปฏิบัติการพันธมิตรสหรัฐและอิสราเอลเข้าสู่เฟส 2 ไม่ใช่แค่การโจมตีจุดยุทธศาสตร์ทางทหารแต่ยังรวมถึงสาธารณูปโภคของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านมีการโต้กลับด้วยการโจมตีสนามบินและแหล่งน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน
สัปดาห์นี้แนะติดตามประเด็นการเมืองในประเทศ คาดว่าจะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีความคืบหน้าทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งตัวติดตามเลขเศรษฐกิจต่างๆ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีน โดยให้กรอบแนวรับ 1,380-1,385 จุด ถัดไป 1,340-1,350 จุด และแนวต้าน 1,430 จุด
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับฐานแรงราว 8% จากปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้อัตราเงินปันผลคาดการณ์ (dividend yield) ปี 2026 ของ SET อยู่ในระดับสูงที่ 3.9% ขณะที่ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD อยู่ที่ 6.1% ซึ่งใกล้เคียงระดับในช่วงวิกฤตโควิด
โดยอุตสาหกรรมที่มี dividend yield สูง ได้แก่ ธนาคาร 6.1%, อาหาร/เครื่องดื่ม 5.8%, อสังหาฯ 5.0%, พลังงาน 4.7% และสื่อสาร 4.6% นักลงทุนควรทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง ที่การปรับตัวลงของราคา (drawdown) ไม่รุนแรงเทียบดัชนี SET แม้ในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงขายจากความกลัวสงคราม



