ต่างชาติทะลักซื้อหุ้นไทยเกือบ 5 หมื่นล้าน ดันดัชนีพุ่ง 200 จุด โบรกฯ ชี้ 1,500 จุดอาจใกล้แค่เอื้อม
ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 5 หมื่นล้าน ดันดัชนีพุ่ง 200 จุด

ต่างชาติทะลักซื้อหุ้นไทยเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ดันดัชนีพุ่ง 200 จุด โบรกฯ ชี้ 1,500 จุดอาจใกล้แค่เอื้อม

ตลาดหุ้นไทยกำลังแสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นมากกว่า 200 จุด หรือประมาณ 15.88% มาอยู่ที่ระดับ 1,459.68 จุด จากสิ้นปี 2568 ที่เคยอยู่ที่ 1,259.67 จุด การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงบรรยากาศการลงทุนที่คึกคัก แต่ยังหมายถึงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือหุ้น โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 18.46 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.53 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 16% ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

แรงหนุนหลักจากต่างชาติซื้อสุทธิเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

เมื่อพิจารณาข้อมูลโครงสร้างการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน จะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้มาจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยสุทธินับตั้งแต่ต้นปีแล้วกว่า 49,886.82 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิราว 13,288 ล้านบาท ในทางกลับกัน นักลงทุนภายในประเทศขายสุทธิกว่า 30,089 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิอีกกว่า 33,085 ล้านบาท สะท้อนภาพการสลับมือของสินทรัพย์จากนักลงทุนในประเทศไปสู่ต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ

คาด Fund Flow หนีหุ้นเทคสหรัฐฯ ไหลเข้าไทย

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าการที่ดัชนีกลับมายืนเหนือระดับ 1,450 จุดได้อีกครั้ง มีแรงหนุนสำคัญจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างโดดเด่น ประกอบกับภาพการเมืองในประเทศที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงทิศทางราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจกดดันหุ้นบางกลุ่มได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ด้านฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ หลังนักลงทุนกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ส่งผลให้ดัชนีสำคัญอย่าง NASDAQ Composite และ S&P 500 อ่อนตัวลง และทำให้เงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดที่ถูกมองว่าเป็น Safe Zone อย่างตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market โดยเฉพาะไทยที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่า 10% นับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์

โบรกฯ อัพเป้าดัชนีปีนี้สู่ 1,510 จุด จาก 4 ปัจจัยหนุน

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ขึ้นเป็น 1,510 จุด จากเดิมที่ 1,440 จุด โดยมีแรงสนับสนุนจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ปรากฏการณ์ De-dollarization ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ มายังเอเชีย
  2. ดอกเบี้ยนโยบายเอื้ออำนวย การที่ไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ถือเป็นระดับที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น ตามสถิติในอดีต เมื่อดอกเบี้ยนิ่งและต่ำ ตลาดมักตอบรับเชิงบวก
  3. กำไรบริษัทจดทะเบียนดีเกินคาด กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 5% หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มของ EPS ประมาณ 1.25 บาทต่อไตรมาส
  4. Valuation น่าสนใจ การปรับลดค่า Market Earning Yield Gap (MEYG) ลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงที่ต่างชาติซื้อสุทธิหนักๆ ในปี 2559 และ 2565 สะท้อนว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก

เปิดกลยุทธ์ลงทุน หุ้น Big Cap – Laggard ยังน่าสนใจ

ในเชิงกลยุทธ์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ยังคงน่าสนใจ จากราคาที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard) และมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นตามรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเลือกหุ้นเด่น ได้แก่ KTB, SCB, BBL, SPALI, AP และ SIRI เป็นต้น

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนคัดเลือกหุ้นที่คาดว่ากำไรปี 2569 จะเติบโต พร้อมให้ Dividend Yield มากกว่า 3% เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดระยะยาวในภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนอยู่เป็นระยะ โดยมีหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ SC, AP, ITC, CBG, COM7, CPALL, BDMS, GUNKUL, BCPG และ OR เป็นต้น