นักวิชาการชี้ GDP ปี 2568 โต 2.4% ไม่น่าตกใจ เป็นสัญญาณดีเศรษฐกิจไทยพ้นไอซียูแล้ว
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เป็นทิศทางที่ดี แสดงว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียูแล้ว แต่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนและเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อกระตุ้นการเติบโตในปี 2569 ให้เกิน 3%
เศรษฐกิจไทยพ้นไอซียู แต่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ
นายพีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุ GDP ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจ เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียูแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล
แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนและเจรจา FTA เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายพีระ ยังกล่าวด้วยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน
ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม “อย่างที่ BOI ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” นายพีระ กล่าว
นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง
ดังนั้น ภายใน 1-2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เชื่อ GDP ปี 2569 โตเกิน 3% หากรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่น
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทย ส่วนตัวเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตมากกว่า 3% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่โต 4 – 5% ศักยภาพการผลิตของไทยก็ไม่แพ้ประเทศเหล่านั้น
แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชนทั้งในไทยและต่างชาติให้มามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งก็ด้วย 3 สิ่งหลักที่กล่าวไปแล้ว คือ
- การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม
- การเจรจา FTA
- การรักษาวินัยทางการคลัง
ทั้งนี้ ในปี 2569 นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วย เนื่องจากต่างประเทศกำลังเดินหน้าย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งถ้าสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 5 – 10 ปี ติดต่อกัน
ความเสี่ยงทางการเมืองและโอกาสจากความขัดแย้งชายแดน
นายพีระ ยังกล่าวถึงความเสี่ยงทางการเมืองว่า “รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป”
ขณะเดียวกัน ในอีกด้านรัฐบาลใหม่ก็ต้องมีการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เพราะแม้การรักษาวินัยทางการเงินการคลังจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศน้อยลง แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติในระยะยาวเช่นกัน รวมถึงเรื่องการรักษาให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งที่ดีที่จะทำให้ต้นทุนทางการคลังของประเทศ ตลอดจนต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนจะไม่สูงไม่กว่านี้
สำหรับประเด็นความขัดแย้งไทย – กัมพูชา นายพีระ มองว่า น่าจะกระทบไม่มาก แต่ปลายทางก็ควรมองด้วยว่าการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเป็นคุณประโยชน์มากกว่าไม่คบค้าสมาคมกันเลย ถ้าสุดท้ายเจรจากันได้ และเปิดการค้าชายแดนได้อีกประเทศก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วยอีกส่วน เพราะไทยเองก็เกินดุลการค้ากัมพูชาด้วย จึงไม่อยากให้เอาความชาตินิยมปิดโอกาสเรื่องนี้



