ทำความเข้าใจเงินเฟ้อ ตั้งรับก่อนสาย เอาตัวรอดยุคของแพง
ทำความเข้าใจเงินเฟ้อ ตั้งรับก่อนสาย เอาตัวรอดยุคของแพง

ในช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกว่าเงินเดือนเท่าเดิม แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือค่าเดินทางที่ค่อยๆ แพงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว นี่คือสัญญาณของภาวะเงินเฟ้อที่กำลังกระทบชีวิตเราแบบเงียบๆ บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับสภาวะเงินเฟ้ออย่างง่าย พร้อมแนะนำวิธีรับมือที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน

เงินเฟ้อคืออะไร?

เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อำนาจซื้อของเงินลดลง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน เงิน 40 บาทอาจซื้อก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ได้สบายๆ แต่ปัจจุบันเงินจำนวนเท่าเดิมอาจซื้อได้เพียงครึ่งชาม หรือต้องเพิ่มเงินอีกเท่าตัวจึงจะได้กินเหมือนเดิม นี่คือผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของเงินเฟ้อ

สาเหตุของเงินเฟ้อ

โดยหลักแล้ว เงินเฟ้อเกิดจากกลไกของอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงปริมาณเงินในระบบ ดังนี้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

1. ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation)

เกิดจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่มีมากเกินกว่าสินค้าที่มีอยู่ในตลาด เมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือเศรษฐกิจดี คนก็กล้าจับจ่ายใช้สอย แย่งกันซื้อสินค้า ผู้ขายจึงปรับราคาขึ้นตามความต้องการนั้น

2. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (Cost-push Inflation)

เกิดจากต้นทุนต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น หรือวัตถุดิบขาดแคลน ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษากำไร ทำให้ของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

3. ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่ปริมาณเงินถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การพิมพ์เงิน หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงวิกฤตต่างๆ เมื่อมีเงินหมุนเวียนมากเกินไปในขณะที่สินค้ามีเท่าเดิม มูลค่าของเงินจึงด้อยค่าลง สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

ผลกระทบของเงินเฟ้อ

เมื่อภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ราคาสินค้าแพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงมูลค่าของเงินลงทุน

  • ต่อผู้บริโภค: ค่าครองชีพสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้น เงินเก็บที่มีอยู่มีมูลค่าลดลง (ซื้อของได้น้อยลง)
  • ต่อผู้มีรายได้ประจำ: หากเงินเดือนไม่ขึ้นตามเงินเฟ้อ จะรู้สึกเหมือนจนลง เพราะรายได้เท่าเดิมแต่ของแพงขึ้น
  • ต่อการลงทุน: ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ลดลง ดังนั้นต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ

วิธีรับมือกับเงินเฟ้อ

การที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงและยาวนานเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าวของแพง แต่ยังส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนโดยตรง ยิ่งเงินเฟ้อสูง ยิ่งต้องวางแผน Asset Allocation หรือการกระจายความเสี่ยงให้ดี เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงชนะเงินเฟ้อได้ โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจมีดังนี้

1. ทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากทองคำถูกเรียกว่าเป็นเงินมั่นคง (Sound Money) ที่สามารถกักเก็บความมั่งคั่งได้ในระยะยาว ด้วยปริมาณที่มีอย่างจำกัดสามารถขุดเพิ่มได้เป็นจำนวนน้อยต่อปี รวมถึงการใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ค้ำประกันการพิมพ์เงินเพิ่มตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

2. ตราสารหนี้

ในช่วงเวลานี้ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเลือกประเภทของตราสารหนี้ที่เป็น Floating Rate bond หรือ Inflation Linked Bond ที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวดตามอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าหากเป็นตราสารหนี้ทั่วไป แนะนำให้เน้นเลือกลงทุนตราสารหนี้ระยะเวลาที่สั้นลงกว่าปกติ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อได้

3. อสังหาริมทรัพย์

เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ดี เพราะเมื่อของแพงขึ้น ราคาวัสดุก่อสร้างและราคาที่ดินก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยอาจเน้นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดี เช่น คลังสินค้าหรือโครงสร้างพื้นฐาน

4. หุ้น

ในภาวะที่เกิดเงินเฟ้อก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องคัดเลือกอุตสาหกรรมสำหรับการลงทุนสักเล็กน้อย เน้นเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เตรียมปรับขึ้น อย่างกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่มธนาคาร รวมไปถึงกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับใครที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเวลาในการติดตามข่าวสารมากนัก สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นตามที่เราสนใจก็ได้

สุดท้ายแล้ว เงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่กระทบชีวิตเราทุกวัน ยิ่งเข้าใจเร็ว ยิ่งวางแผนได้เร็ว และยิ่งมีโอกาสรักษามูลค่าเงินของตัวเองได้มากขึ้น