BDMS Wellness Clinic นำทีมรัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศสุขภาพ ดันไทยเป็นฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอันดับต้น
BDMS Wellness Clinic สร้าง Wellness Ecosystem ดันไทยเป็นฮับสุขภาพ (23.02.2026)

BDMS Wellness Clinic นำทีมรัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศสุขภาพ ดันไทยเป็นฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอันดับต้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า "Wellness" ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ และประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะในภาค "การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" (Wellness Tourism) ที่ผู้คนมองหาสถานที่พักผ่อน รักษา และฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน

ตัวเลขเติบโตสูงและโอกาสที่พลาดไป

ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ให้เห็นว่าในปี 2022-2023 ธุรกิจ Wellness ของไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันในปี 2023-2024 มูลค่าการเติบโตของตลาด Wellness Tourism ไทยเติบโตถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะถูกขนานนามว่าเป็น "สวรรค์แห่งการดูแลสุขภาพ" และตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพที่สูง แต่ภาพของ Wellness ในบ้านเรากลับเหมือนจิ๊กซอว์ที่วางกระจัดกระจาย ภาคธุรกิจและภาครัฐต่างคนต่างทำในมุมของตนเอง โดยขาดการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ไทยพลาดโอกาสมหาศาลในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จุดเริ่มต้นของ Wellness Ecosystem

ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "BDMS Wellness Clinic" ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ชวนภาครัฐและเอกชนมาวางโครงสร้าง Wellness Ecosystem หรือระบบนิเวศเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด "The Journey Within" ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการดูแลชีวิตอย่างแท้จริง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

โมเดล Travel-Stay-Scientific Wellness

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท อธิบายโมเดลนี้ในกรอบ "Travel-Stay-Scientific Wellness" ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่การเดินทางมาถึง การเข้าพัก ไปจนถึงการตรวจสุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์ เช่น การตรวจเทโลเมียร์ การตรวจ Epigenetics และการตรวจระดับวิตามิน ฮอร์โมน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ตลอดจนการออกแบบโปรแกรมอาหารและโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ทำงานเป็นระบบเดียวกันภายใต้แผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล

นายแพทย์ตนุพล มองว่าแต่ละวงการ เช่น รีสอร์ทเพื่อสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร ซาวน่า และมวยไทย ต่างมีมูลค่าอยู่แล้ว แต่ถ้านำทั้งหมดมารวมเป็น Wellness Ecosystem มูลค่าจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและทำให้เงินหมุนเวียนทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์ งานวิจัย ไปจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ซึ่งอาจเป็นทางรอดใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ความร่วมมือจากภาคีพันธมิตร

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรวมองค์กรใหญ่ๆ มาอยู่ในโปรเจกต์เดียวกันเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดบทบาทของแต่ละภาคส่วนให้ชัดเจน เช่น:

  • Thailand Privilege Card (TPC) ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ให้ชาวต่างชาติด้วยความมั่นใจในการใช้ชีวิตในไทย
  • Bangkok Airways เชื่อมต่อการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Ecosystem แบบไร้รอยต่อ
  • โรงแรมระดับ 6 ดาว เช่น ศรีพันวา ภูเก็ต และเซเลส สมุย ทำให้การรักษาฟื้นฟูและการท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
  • N Health ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ภายใต้ BDMS ทำหน้าที่เป็นแล็บตรวจวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อสนับสนุนข้อมูลการแพทย์

เป้าหมายสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก

โดยรวมแล้วทุกภาคีเห็นตรงกันว่าหากการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub สำเร็จได้จริง สิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย จุดร่วมที่สำคัญคือทุกองค์กรไม่ได้มองแยกส่วนธุรกิจของใครของมันอีกต่อไป แต่มองว่า "การท่องเที่ยว" และ "สุขภาพ" ต้องถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากกลับมาประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก

สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหาเงินจากต่างชาติ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและรีแบรนด์ประเทศ จากเมืองท่องเที่ยวธรรมดาสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ใครมาแล้วต้อง "อายุยืนขึ้น ตายช้าลง" นี่คือภาพของประเทศไทยในฐานะ "The Land of Life" ที่ BDMS Wellness และพันธมิตรภาครัฐเอกชนพยายามทำให้เกิดขึ้นจริง