ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ต่อไปอีก 1-2 ไตรมาส เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทย
เหตุผลที่ กนง.ยังไม่ปรับดอกเบี้ย
นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ระบุว่า กนง.ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อครั้งนี้มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก และมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะถัดไป โดยแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับหลายประเทศ จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- เงินเฟ้อไทยก่อนเกิดสงครามอยู่ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- รัฐบาลยังมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วนช่วยลดผลกระทบ
- ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังซบเซา
ไม่เร่งลดดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจชะลอ
ขณะเดียวกัน SCB EIC มองว่า กนง.ยังไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากสงคราม เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจประเมินผลกระทบได้ไม่ชัดเจน การลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกรอบนโยบายการเงิน ขณะที่พื้นที่นโยบาย (policy space) ยังมีจำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง
ความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนัก
ในระยะต่อไป กนง.จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง 2 ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบของสงคราม และความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงยาวนานจนหลุดกรอบเป้าหมาย ด้านเสถียรภาพต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีเครื่องมือเพียงพอในการดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท หากเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในช่วงที่นโยบายดอกเบี้ยยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” (wait-and-see) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง



