รมว.คลัง เผยแผนเสนอพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการคนละครึ่งและต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม
วันนี้ (22 เมษายน 2569) ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังเตรียมเสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินเสริมให้กับพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท
การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและกรอบการคลัง
หลังจากการขีดเส้นให้ส่วนราชการต่างๆ เร่งทำสัญญาเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ เพื่อโยกย้ายงบประมาณมาดำเนินมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและโครงการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ การประชุมของ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไว้ที่ 3.79 ล้านล้านบาท โดยมีประมาณการรายได้รัฐอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท และขาดดุล 7.8 แสนล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ส่วนราชการตัดงบประมาณสำหรับการสร้างตึกใหม่ การซ่อมถนน และงบประมาณดูงานต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หลังจากการหารือกับเครดิตเรตติ้ง ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยมีสภาพคล่องในระบบสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการระดมเงินกู้ภายในประเทศ
เหตุผลและความจำเป็นในการกู้เงิน
กระทรวงการคลังยังเห็นว่า การไม่กู้เงินอาจเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะหากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่ขยายตัว หนี้สาธารณะอาจพุ่งชนเพดานเร็วขึ้น ประกอบกับระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 66 ของจีดีพี ยังเหลือพื้นที่ทางการคลังอีกร้อยละ 4 ซึ่งคิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 8 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงยังคงกรอบหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ 70 ของจีดีพี ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลางฉบับเดิม
แผนการต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่มและโครงการคนละครึ่ง
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการคลังฉบับเดิมยังคงกำหนดแผนทยอยการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมาะจะดำเนินการดังกล่าว จึงจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อต่ออายุการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 อยู่ที่ร้อยละ 7 ต่อเนื่องอีก 1 ปี หรือจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
สำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 หรือไทยช่วยไทยพลัสนั้น นายเอกนิติ ระบุว่ายังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการเพื่อกำหนดวงเงินและจำนวนสิทธิผู้เข้าร่วมโครงการ โดยอาจทยอยแบ่งออกเป็นหลายเฟส เพื่อมุ่งเน้นผลด้านการบรรเทาความเดือดร้อนมากกว่าการกระตุ้นการบริโภค กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2569
นโยบายเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการคลังไปพร้อมกัน



