หนี้สาธารณะ 12.5 ล้านล้านบาท 'พันธนาการ' อนาคตไทย กู้เพิ่ม 5 แสนล้าน ขยับเพดาน 75%
หนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ได้กลายเป็น พันธนาการที่ผูกมัดอนาคตของคนไทยทั้งชาติ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO) ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,595,731.58 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 66.09 ของ GDP โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 19,059,846.29 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. ที่ร้อยละ 65.96 สะท้อนแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตั้งแต่หลังโควิด-19
ภาระหนี้ที่มองไม่เห็นในกระเป๋าสตางค์คนไทย
หนี้สาธารณะที่สะสมจนแตะระดับมหาศาลนี้คือ พันธะผูกพันภาษีในอนาคต เมื่อรัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่เก็บได้ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำที่ตัดหน้าสวัสดิการสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 หากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณร้อยละ 10 ไปจ่ายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าเงินทุก ๆ 100 บาท ที่ประชาชนจ่ายภาษีจะหายไปทันที 10 บาท เพื่อหล่อเลี้ยงดอกเบี้ยหนี้เก่า โดยที่ยังไม่ได้เริ่มหักคืนเงินต้นด้วยซ้ำ
สิ่งนี้เรียกว่าค่าสูญเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพราะเงินก้อนนี้หากไม่ถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ย สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากลได้นับร้อยแห่ง หรืออุดหนุนกองทุนการศึกษาเพื่อสร้างทักษะใหม่ (Reskilling) ให้คนไทยหลายล้านคนรับมือ AI ดังนั้น หนี้ที่สูงเกินไปจึงเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์โดยปริยาย
ภาระผูกพันข้ามรุ่นและกับดักสภาพคล่อง
ตัวเลขหนี้เฉลี่ย 190,844 บาทต่อคน คือเงาตามตัวที่เด็กไทยทุกคนต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก นี่คือความไม่เท่าเทียมทางโอกาสที่ถูกส่งต่อผ่านนโยบายการคลัง สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้สาธารณะต่อหัวนี้ถือว่าสูงกว่ารายได้รวมทั้งปีของสมาชิกในบ้านเสียอีก เมื่อรัฐบาลมีภาระหนี้ล้นตัว ความสามารถในการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าจะลดลงอย่างน่าใจหาย
นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ Crowding Out Effect หรือการเบียดบังภาคเอกชน จะแทรกซึมเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรมูลค่ามหาศาล สถาบันการเงินจะเลือกนำเงินฝากของประชาชนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลก่อนเพราะความเสี่ยงต่ำ ผลที่ตามมาคือปริมาณเงินที่จะปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนลดน้อยลง โดยเฉพาะ SMEs หรือบุคคลทั่วไปจะถูกบีบด้วยเงื่อนไขที่ยากขึ้นและดอกเบี้ยที่แพงขึ้น
รัฐบาลไทยกู้เงินมาจากไหน?
หลายคนกังวลว่าไทยจะเดินตามรอยประเทศที่ล้มละลายเพราะหนี้ต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของไทยมีโครงสร้างที่ แกร่งนอกแต่ซ่อนความเสี่ยงใน ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้ถึงร้อยละ 99.26 เป็นหนี้ในประเทศและเป็นสกุลเงินบาท 99% คือเจ้าหนี้ในประเทศ เช่น สถาบันการเงินภายในประเทศ กองทุนบำเหน็จบำรุงข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และประชาชนที่ถือพันธบัตรรัฐบาล
การที่หนี้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) ได้อย่างดีเยี่ยม เจ้าหนี้ต่างประเทศมีไม่ถึง 1% โดยรัฐบาลกู้จากต่างประเทศเพียงประมาณ 92,000 ล้านบาท จากแหล่งทุนเช่น JICA (ญี่ปุ่น), World Bank (ธนาคารโลก), ADB (ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย) และ AIIB ซึ่งมักมาพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากและระยะเวลาปลอดหนี้ที่ยาวนานกว่าแหล่งทุนในประเทศ
ขยับเพดานหนี้ 75% เสี่ยงหรือไม่ในอนาคต
การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในปี 2569 นี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2564 ประเทศไทยเคยเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการตัดสินใจขยายเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็น 70 เพื่อกู้วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริบทในปัจจุบันแตกต่างและมีความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้น
- วัตถุประสงค์และที่มาของการกู้: ปี 2564 เป็นการกู้เพื่อ ความอยู่รอด จากวิกฤตโรคระบาดที่ไม่คาดคิด ในขณะที่ปี 2569 เป็นการกู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตพลังงาน รวมถึงพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำมาอย่างยาวนาน
- สัดส่วนตัวเลขและภาระหนี้: ปี 2569 หนี้สะสมพุ่งสูงถึง 12.59 ล้านล้านบาท (66.09% ต่อ GDP) ซึ่งหมายความว่าฐานหนี้ในปัจจุบันสูงกว่ายุคโควิดถึงเกือบ 3 ล้านล้านบาท การขยับเพดานครั้งนี้จึงเป็นการแบกภาระที่หนักกว่าเดิมบนฐานหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์
- พื้นที่ว่างทางการคลัง: การขยายเป็นร้อยละ 75 ถูกนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็น กระสุนนัดสุดท้าย เพราะหาก GDP ยังเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อปี หนี้จะวิ่งชนเพดานร้อยละ 75 อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี
- สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ: ปี 2569 ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ ดอกเบี้ยขาขึ้น และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเบียดบังงบประมาณพัฒนาส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
การเทียบกันเห็นได้ชัดว่าในปี 2564 เป็นการขยับเพดานเพื่อ สู้กับโรค แต่ในปี 2569 คือการขยับเพื่อ ประคองหนี้เก่าและเติมหนี้ใหม่ ความเสี่ยงในอนาคตจึงอยู่ที่ความสามารถในการทำกำไรของเงินกู้ หากเงินกู้ 500,000 ล้านบาทในรอบนี้ ไม่สามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้มากกว่าร้อยละ 3-4 การขยับเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 จะกลายเป็นกับดักที่ทำให้ไทยเข้าสู่สภาวะ หนี้ท่วมท้นจนไร้ทางออก ส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และอาจบีบให้รัฐบาลต้องใช้วิธีการหาเงินด้วยมาตรการภาษีอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อหาเงินมาใช้หนี้สาธารณะนั่นเอง



