UOB เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 2569 ปรับพอร์ตเอาตัวรอดในยุคที่ “ไม่แน่นอน” ชี้ทองคำยังขาขึ้น!
เอเบล ลิม หัวหน้าฝ่ายฝากเงินและการจัดการความมั่งคั่ง ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนสำหรับปี 2569 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับพอร์ตการลงทุนให้สามารถเอาตัวรอดได้ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมชี้ให้เห็นว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่อยู่ในขาขึ้น และควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในพอร์ต
เศรษฐกิจไทยบนจุดเปลี่ยน: โอกาสและความท้าทาย
หลังจากการเลือกตั้งและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายของรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายการเงินและการคลัง รวมถึงการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยต่อไป
มุมมองเศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตที่ระดับ 1.8% ในปีนี้ โดยมีภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นพระเอกหลัก แต่โจทย์ใหญ่คือการกระจายเม็ดเงินท่องเที่ยวออกสู่เมืองรอง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพฯ เท่านั้น นอกจากนี้ ยังเผชิญความท้าทายด้านวินัยการคลัง โดยเฉพาะระดับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% การหาจุดสมดุลระหว่างการอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาวินัยทางการคลังเพื่อไม่ให้เครดิตเรตติ้งของประเทศได้รับผลกระทบ ถือเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายอย่างมาก
ศักยภาพการเติบโตของไทยควรอยู่ที่ 2.7% แต่ปัจจุบันทำได้เพียง 1.8% แม้ไทยจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสีเขียวได้ดี แต่ในสมรภูมิศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI ต้องยอมรับว่ามาเลเซียเป็นคู่แข่งที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปได้ค่อนข้างมาก สิ่งที่ต้องการเห็นจากรัฐบาลใหม่คือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีระดับโลก
AI และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนกติกาโลกการลงทุน
ตลาดโลกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญ 3 เรื่องในปี 2568 ได้แก่ การประกาศ Liberation Day ของโดนัลด์ ทรัมป์ จีนทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ถึง 50 ครั้งในปีเดียว ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรแบบเดิม ส่งผลให้การลงทุนต้องคำนึงถึงทั้งโอกาสสร้างผลตอบแทนและการรับมือความเสี่ยงควบคู่กัน
เศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped โดยภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI รวมถึงกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดัน แม้นโยบายการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลายลง แต่ความผันผวนจากนโยบายการค้าและการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจจีนยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก จากความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและการส่งออก การทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีขั้นสูง และการผลิตขั้นสูง แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเผชิญแรงกดดัน แต่บริษัทขนาดใหญ่ของจีนเริ่มมีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
ในภาพรวมโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ส่งผลให้บทบาทของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันการเร่งนำ AI มาใช้งานจริงในภาคธุรกิจ กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยง นักลงทุนจึงไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนในตลาดใดตลาดหนึ่งหรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งได้อีกต่อไป
กลยุทธ์การลงทุนปี 2569: เน้นคุณภาพและกระจายความเสี่ยง
ท่ามกลางโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กลยุทธ์การจัดพอร์ตปี 2569 จำเป็นต้องตอบโจทย์ทั้งการสร้างผลตอบแทนในช่วงที่มีโอกาส และการรับมือกับความผันผวนในระยะถัดไป ดังนี้
- ตราสารทุน: แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย แต่ต้องกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และสุขภาพ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีความโดดเด่น ทั้งหุ้นเทคโนโลยีในจีนและหุ้นปันผล รวมถึงหุ้นในตลาดเกาหลีและไต้หวันด้วย
- ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่น: แนะนำให้คงน้ำหนักตามตลาด (Neutral) โดยเน้นการเลือกรายตัวอย่างระมัดระวัง ยุโรปควรมองหาหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและธนาคาร หลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ส่วนญี่ปุ่นมีความเสี่ยงเรื่องนโยบายการเงินตึงตัวของ BOJ แนะนำเน้นกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม
- ตราสารหนี้: แนะนำให้คงน้ำหนักตามตลาด (Neutral) โดยเน้นอายุตราสารเฉลี่ย 5-7 ปี จุดที่น่าสนใจคือตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ทั้งในตลาดพัฒนาแล้วที่ได้รับอานิสงส์จากการลดดอกเบี้ย และตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะหุ้นกู้กึ่งรัฐบาลในเอเชีย แต่ควรลดน้ำหนัก (Underweight) ตราสารหนี้ในกลุ่ม High Yield ฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
- สินค้าโภคภัณฑ์: แนะนำให้เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ในโลหะมีค่าอย่างทองคำ เนื่องจากยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) ได้ดี และมีความต้องการซื้อสะสมต่อเนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ
- ตลาดเงิน: แนะนำให้คงน้ำหนักตามตลาด (Neutral) โดยมองว่าเป็นแหล่งพักเงินที่มีสภาพคล่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับจังหวะการเข้าลงทุนใหม่เมื่อตลาดมีการปรับฐาน ซึ่งเป็นการบริหารกระแสเงินสดให้พร้อมรับโอกาสอยู่เสมอ
กลยุทธ์นี้เน้นการปรับพอร์ตให้สอดรับกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและการกระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว