Krungthai CIO ชี้สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดโลก ยกความเสี่ยง Energy Shock ระยะสั้นเป็นฉากทัศน์หลัก
ทีมกลยุทธ์การลงทุนของธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai CIO เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในขณะนี้ คือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยกระดับรุนแรงขึ้นหลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อราคาพลังงานและตลาดการเงิน
สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก Krungthai CIO จึงได้ปรับการประเมินสถานการณ์ โดยยกระดับฉากทัศน์ที่เกิดภาวะช็อกด้านพลังงาน หรือ Energy Shock ในระยะสั้นขึ้นเป็นกรณีฐานใหม่แทนสมมติฐานเดิม เนื่องจากความตึงเครียดมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลว่าสงครามอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ในระยะถัดไป
กลยุทธ์การลงทุนรับมือความผันผวน
แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ Krungthai CIO ยังแนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested” หรือการคงสัดส่วนการลงทุนในตลาด โดยไม่ตื่นตระหนกต่อความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากข้อมูลในอดีตชี้ว่าตลาดหุ้นมักปรับตัวลงแรงในช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่มีแนวโน้มกลับมามีเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรับพอร์ตสู่ความสมดุลมากขึ้น หรือ Tactical Asset Allocation: Balance เพื่อรับมือกับความผันแปรจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นถือสินทรัพย์ที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน พร้อมคงสัดส่วนการลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ทางเลือกการลงทุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน สามารถเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานจำกัด รวมถึงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs เพื่อช่วยสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน
ยังสามารถกระจายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีศักยภาพเติบโต เช่น เวียดนามและจีน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ Krungthai CIO ยังคงมุมมอง Neutral เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัว และส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกอาจล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ปัจจัยที่ต้องติดตามในอนาคต
ทิศทางตลาดในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนในการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน รวมถึงท่าทีทางการทหารของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ในระยะถัดไป



