Bitcoin ดิ่ง 50% ไม่ใช่จุดจบ! CEO Binance TH ชี้ตลาดหมีชั่วคราว หวังรีบาวน์จากนโยบายทรัมป์
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance TH by Gulf Binance ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล สรุปบทเรียนจากปี 2568 และทิศทางในปี 2569 โดยระบุว่าแม้ปัจจุบันตลาดจะอยู่ในสภาวะ ตลาดหมี (Bear Market) แต่ยังมีสัญญาณรีบาวน์และปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมปี 2568: ความผันผวนรุนแรงจากจุดสูงสุดสู่การดิ่งลง
นายนิรันดร์ได้สรุปภาพรวมปี 2568 ว่าเป็นปีที่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเริ่มต้นปีด้วยความคึกคักจากการที่ Bitcoin (BTC) สามารถสร้างประวัติศาสตร์แตะระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะพุ่งไปสู่จุดสูงสุด (All-Time High) ที่ประมาณ 126,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาสที่ 3 ท่ามกลางการตื่นตัวของนักลงทุนสถาบันระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัย Harvard และธนาคารพาณิชย์ใหญ่ในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 เมื่อเกิดเหตุการณ์ Liquidation ครั้งใหญ่ มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนและราคาดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60,000 - 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือปรับตัวลดลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด
แนวโน้มปี 2569: ตลาดหมีชั่วคราวกับโอกาสรีบาวน์
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 นายนิรันดร์ยอมรับว่าปัจจุบันตลาดได้เข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) อย่างเต็มตัว ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาในการปรับฐานก่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) อีกครั้ง
ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ตลาดอยู่ในสภาวะ Oversold หรือขายมากเกินไป ทำให้ในระยะสั้นเราอาจเห็นการรีบาวน์กลับไปที่ระดับ 70,000 - 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาพรวมใหญ่ยังคงเป็นตลาดหมีอยู่ โดยทีมวิเคราะห์ของ Binance ได้วิเคราะห์ว่าตลาดมีโอกาสจะเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ปัจจัยบวกและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
สำหรับปัจจัยบวกที่อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญในปีนี้ ได้แก่:
- นโยบายประชานิยมของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เน้นนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินก่อนการเลือกตั้ง Midterm Election
- นโยบายดอกเบี้ย จากการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ที่มีแนวทางสอดคล้องกับนโยบายทำเนียบขาวในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
- ความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์กำกับดูแล อย่างการผลักดันกฎหมาย Clarity Act และ Genius Act ในสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างมาตรฐานใหม่และส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมคริปโต
ขณะที่ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นายนิรันดร์ระบุว่าต้องระวัง Headline Risk โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีประเด็นฟองสบู่ AI เนื่องจากในปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Nvidia มีความสัมพันธ์สูงกับตลาดคริปโต หากหุ้นกลุ่ม AI เกิดการปรับฐานหรือ Roll Over จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซีด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง นายนิรันดร์มองว่าตลาดได้ Price-in หรือรับรู้ข่าวไปพอสมควรแล้ว เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าจะเป็นความขัดแย้งที่จบเร็วภายใต้การเจรจาของสหรัฐฯ สะท้อนจากดัชนี S&P 500 และราคา Bitcoin ที่เริ่มยืนระยะได้เหนือระดับก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง
บทบาทหน่วยงานไทยและคำแนะนำสำหรับนักลงทุน
สำหรับในประเทศไทย นายนิรันดร์ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผลักดัน Programmable Money และ Stablecoin Sandbox รวมถึง สำนักงาน ก.ล.ต. ที่บรรจุเรื่อง Crypto Futures, ETF และการมองคริปโตเป็น Asset Class ไว้ในแผนการทำงานหลัก
พร้อมกับฝากความหวังถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า อยากให้สนับสนุนนโยบายเหล่านี้ของ ธปท. และ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างมาตรฐานกฎเกณฑ์ให้เทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค และเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นายนิรันดร์ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในปี 2569 ด้วยว่า เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงสูงและอยู่ในสภาวะตลาดหมี จึงไม่ควรทุ่มเงินลงทุนมากเกินไป (Over-invest) แต่ควรใช้กลยุทธ์ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอใน Bitcoin เนื่องจากสถิติที่ได้ทำการวิเคราะห์พบว่ากลยุทธ์ดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ในช่วงที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนอย่างมีวินัยทุกเดือนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราไม่สามารถคาดเดาจุดต่ำสุดที่แน่นอนได้ แต่การสะสมในวันนี้จะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับโอกาสในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นายนิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย



