ทิสโก้แนะลงทุนรับโลกเดือด หุ้นกลุ่มไหนได้-เสียประโยชน์จากสงครามอิหร่าน
บล.ทิสโก้เปิดมุมมองลงทุนรับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง แนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงท่าทีการตอบสนองจากจีนและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาคในขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง
ภาพรวมราคาสินทรัพย์เสี่ยงคาดจะตอบสนองทางลบ แต่ราคาน้ำมันและทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด เนื่องจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาเหตุการณ์สงครามและความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุด ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน
อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้สังเกตว่าการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลัง ๆ จะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาแตะจุดต่ำสุดประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังมักเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวงและไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะที่ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้นเพื่อทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์
กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
กลุ่มพลังงานต้นน้ำ: คาดได้ประโยชน์เชิงบวกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่นได้แก่ PTTEP และ PTT
กลุ่มโรงกลั่น: มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน แต่ผลประโยชน์อาจถูกหักล้างบางส่วนหรือทั้งหมดหากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น หุ้นในกลุ่มนี้ได้แก่ TOP, SPRC, IRPC และ PTTGC
กลุ่มเคมีภัณฑ์: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อกำไรของ SCC ลดลง ขณะที่ PTTGC จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ
กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน: อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงที่อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล เช่น การกำหนดเพดานราคาหรือควบคุมส่วนต่างกำไร หุ้นในกลุ่มนี้ได้แก่ OR และ PTG
กลุ่มสาธารณูปโภค: อาจได้ผลเสียจากราคาก๊าซ LNG ที่อาจสูงขึ้นหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น หุ้นในกลุ่มนี้ได้แก่ GULF, GPSC และ BGRIM
กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง: คาดได้รับผลกระทบเชิงลบจากการกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการระมัดระวังการใช้จ่าย หุ้นในกลุ่มนี้ได้แก่ AOT และ THAI สำหรับ MINT เผชิญความอ่อนไหวสูงสุดด้วยความเสี่ยงประมาณ 5-6% จากฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ขณะที่ CENTEL และ AWC มีความยืดหยุ่นมากกว่า
กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม: อาจได้รับผลกระทบทางลบเนื่องจากมีรายได้จากตะวันออกกลางและการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์ ในกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม SAPPE มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 11% ของรายได้รวม ขณะที่ในกลุ่มผู้ผลิตอาหาร AAI มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 7%
กลุ่มการเงิน: อาจได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมหากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อจะจำกัดขอบเขตที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก
กลุ่มโรงพยาบาล: อาจเผชิญปัญหาจากการปิดสนามบินและการยกเลิกเที่ยวบินโดยสายการบินหลักในตะวันออกกลาง ซึ่งจะนำไปสู่รายได้จากผู้ป่วยที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางลดลง โรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงสูงสุดได้แก่ BH และ PR9
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย: ความเป็นกลางทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยอาจทำให้เกิดการแห่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัยในหมู่ผู้มีความมั่งคั่งจากตะวันออกกลาง โดย SIRI และ ASW คาดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: อาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เว้นแต่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หุ้นในกลุ่มนี้ได้แก่ AMATA และ WHA
มุมมองหุ้นไทยและคำแนะนำการลงทุน
แม้กระแสเงินทุนต่างประเทศยังมีแนวโน้มไหลเข้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย แต่ด้วยการประเมินมูลค่าหุ้นไทยเริ่มไม่ถูกและโมเมนตัมการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ที่แผ่วลง บล.ทิสโก้แนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนแบบ Selective Buy เน้นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่กำไรปีนี้เติบโตและเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง เช่น BDMS, PTT และ TRUE ผสานกับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่เป็นแถว 2 ที่ราคายังเป็นตัวขึ้นน้อย เช่น AP, MTC, SJWD, TTB และ WHA
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรติดตาม ได้แก่ ประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับ และความไม่แน่นอนของทรัมป์จากการใช้มาตรการเก็บภาษี รวมถึงความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง



