เอกนิติ ชูแผนเอเชีย 2050 เน้นโครงสร้างพื้นฐาน-พัฒนาคน-ปฏิรูปภูมิภาค สู่เศรษฐกิจยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการเสวนาระดับสูงในหัวข้อ “Asia in 2050 High Level Policy Roundtable Policy Challenges for Asia Going Forward” เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำทางนโยบายระดับโลกจากมาเลเซีย ศรีลังกา และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเอเชียในอนาคต
ความท้าทายและโอกาสของเศรษฐกิจเอเชียในยุคใหม่
ในเวทีเสวนานี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงระบบการค้าโลก เทคโนโลยีใหม่ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจเอเชียในรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม รากฐานสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืนยังคงอยู่ที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งชี้ว่า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติในเอเชียจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งมากขึ้น
สามแนวทางหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย
นายเอกนิติ ยังได้เน้นย้ำว่า เอเชียจำเป็นต้องเร่งลงทุนในสามด้านหลัก ได้แก่
- โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อและบูรณาการทางเศรษฐกิจ
- ทุนมนุษย์ (Human Capital): การพัฒนาทักษะและความรู้ของประชากรให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่
- การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform): เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Skill Bridge Program เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่
มุมมองจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ด้านกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เอเชียได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการเติบโต นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้สังคมมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตต่างๆ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสร้างงานเพื่อให้เยาวชนสามารถมีบทบาทเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ IMF ยังชี้ว่า เอเชียอยู่แถวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถยกระดับผลิตภาพของภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาวของเอเชีย และรัฐบาลควรตระหนักว่าความไว้วางใจภายในสังคมเป็นทรัพย์สินสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระดับภูมิภาคและโอกาสการเติบโต
ในมิติความร่วมมือระดับภูมิภาค มีการเห็นพ้องว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนยังเป็นแหล่งการเติบโตสำคัญที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีได้ จะช่วยเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้ราวร้อยละ 4 อีกทั้งยังเสนอให้ประเทศในเอเชียเร่งพัฒนาตลาดทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโต นวัตกรรม และพลวัตทางเศรษฐกิจ
บทบาทของประเทศไทยและความมุ่งมั่นในอนาคต
การเข้าร่วมเสวนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับเอเชียในอนาคต
ในโอกาสนี้ นายเอกนิติได้ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-WBG Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” โดยสะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคี เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และยกระดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต



