นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง โดยที่ประชุมเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
มิติที่ 1: ลดภาระค่าครองชีพและรักษาสิทธิผู้โดยสาร
คณะกรรมการฯ เตรียมประกาศกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บที่แพงเกินไป พร้อมมาตรการยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน นอกจากนี้ ยังเตรียมยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี และผู้พิการ รวมถึงมอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการ
ชดเชยกรณีรถดีเลย์
กฎหมายใหม่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร หากเกิดกรณีรถไฟล่าช้ากว่ากำหนดหรือถูกยกเลิกเที่ยววิ่ง โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
มิติที่ 2: ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
จะต้องจัดระเบียบและกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยอย่างชัดเจน ตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านการจดทะเบียนและได้มาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง มีการควบคุมคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และการสั่นสะเทือน ไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ผู้ประจำหน้าที่ เช่น พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องสอบผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
มิติที่ 3: ขยายโครงข่ายครอบคลุม เปิดทางเอกชนร่วมให้บริการ
ในเขตเมือง ขับเคลื่อนโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ครบ 14 สายทาง ระยะทางรวม 554.41 กิโลเมตร ต่อยอดจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนเขตภูมิภาค เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ได้แก่ สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ คาดเปิดใช้ปี 2571 และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกันได้ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ 5 ปี เพื่อกระตุ้นการแข่งขัน เพิ่มความถี่ขบวนรถให้เพียงพอ และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม
ทั้งนี้ คาดว่าประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนประกาศกฎกระทรวงจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ก่อนประกาศบังคับใช้ต่อไป
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ



