สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากจีน 25% เริ่มมีผล 1 ส.ค. นี้
สหรัฐฯ ขึ้นภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียมจีน 25% เริ่ม 1 ส.ค. (24.02.2026)

สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากจีน 25% เริ่ม 1 สิงหาคมนี้

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการทางการค้าใหม่ โดยจะขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ

รายละเอียดของมาตรการภาษี

การขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมหลากหลายประเภทจากจีน โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมเป็น 25% ตามที่ประกาศโดยกระทรวงการค้าสหรัฐฯ ทางการสหรัฐฯ อ้างว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมและสนับสนุนการผลิตภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ผลกระทบที่คาดการณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า มาตรการนี้อาจส่งผลให้ราคาวัตถุดิบเหล็กและอะลูมิเนียมในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจนี้ นอกจากนี้ ยังอาจมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากจีนและตลาดโลก

ทางการจีนได้แสดงความไม่พอใจต่อการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้ โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการค้าเสรีและอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกกำลังจับตาดูพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการคุ้มครองทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในระดับโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในบริบทของความสัมพันธ์ทางการค้าที่ซับซ้อนระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศมีประวัติความขัดแย้งทางการค้ามายาวนาน ตั้งแต่สงครามการค้าในอดีตจนถึงมาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ความหมายต่ออุตสาหกรรมไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากต่างประเทศ การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจมีผลกระทบทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างและยานยนต์ เนื่องจากอาจทำให้ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกผันผวนและส่งผลต่อต้นทุนการผลิต

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพิจารณาหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกหรือปรับกลยุทธ์การจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าในระดับโลก