อิหร่านสร้างแรงกดดันรอบด้านต่อทรัมป์ เศรษฐกิจสั่นคลอน-พันธมิตรห่างเหิน ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกดดันรอบด้านต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านคะแนนนิยมที่ดิ่งลงอย่างน่าวิตก เศรษฐกิจที่สั่นคลอนจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง และพันธมิตรระหว่างประเทศที่เริ่มแสดงท่าทีถอยห่างออกไป ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังดูไร้ซึ่งทางออกที่ชัดเจน ทุกการตัดสินใจจากนี้ไปของทรัมป์ถือเป็นเดิมพันสำคัญที่อาจชี้ชะตาทางการเมืองของเขาในศึกเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง
บรรยากาศโลกในเวลานี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง เมื่อการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารอีกต่อไป แต่ได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเมืองระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของระบบโลกโดยรวม ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุดขัดข้อง และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลักที่ประชาชนในหลายประเทศต้องเผชิญหน้า
ขณะเดียวกัน มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกากลับไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถ "ควบคุมเกม" ได้อย่างที่เคยเป็นในอดีต ภายใต้แรงกดดันรอบด้านนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับศึกหนักทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจของประชาชนต่อสงครามที่ยืดเยื้อและดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ หรือแรงสั่นคลอนจากพันธมิตรที่เริ่มเว้นระยะห่างและแสดงท่าทีไม่สนับสนุน สถานการณ์ทั้งหมดนี้กำลังบีบให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องเร่งหาทางออกจากวิกฤตที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมากำหนดชะตาทางการเมืองของเขาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตศรัทธา: การเดิมพันศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2569
ความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 33 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในวาระที่สองของเขา ตามการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ สาเหตุหลักมาจากความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อสภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด รวมถึงผลกระทบโดยตรงจากปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 71 ในมุมมองของผู้บริโภค
กลุ่มฐานเสียงสำคัญที่เคยส่งให้เขาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2567 ทั้งกลุ่มแรงงาน คนผิวสี และกลุ่มผู้ชาย ต่างมีคะแนนนิยมลดลงเกือบ 20 จุด เนื่องจากพวกเขามองว่าทรัมป์กำลังละทิ้งสัญญา "America First" ที่เคยบอกว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่สงครามต่างแดนอีกต่อไป นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าสถานการณ์นี้เป็น "ฝันร้าย" ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากประชาชนกว่าร้อยละ 62 ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของประธานาธิบดี
ความไม่พอใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มตรงข้ามทางการเมือง แต่เริ่มลามเข้าไปในกลุ่มที่สนับสนุนทรัมป์แบบมีเงื่อนไข ซึ่งเริ่มแสดงความกังวลว่านโยบายการต่างประเทศที่แข็งกร้าวเกินไปกำลังทำลายเศรษฐกิจในครัวเรือน แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนยังเริ่มแสดงอาการ "ตีตัวออกห่าง" เพื่อรักษาฐานเสียงของตนเองก่อนการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลประกาศปิดหน่วยงานบางส่วน จนเกิดแถวยาวเหยียดที่สนามบินและการประท้วงทั่วประเทศ ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์การบริหารที่ล้มเหลว ประชาชนมองว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับสงครามมากกว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากคะแนนนิยมยังไม่ฟื้นตัว พรรครีพับลิกันมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียการควบคุมทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระ
ยุทธศาสตร์ "กลับกลอก": จุดมุ่งหมายหรือความสับสน?
พฤติกรรมการส่งข้อความของทรัมป์ในสัปดาห์ที่สองของการสู้รบเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เขาเรียกปฏิบัติการทางทหารว่าเป็นเพียง "การทัศนศึกษาเล็กน้อย" แต่ในเวลาเดียวกันกลับเรียกร้องให้อิหร่าน "ยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข" การที่เขาประกาศว่า "สงครามเสร็จสิ้นเกือบ 100% แล้ว" แต่ไม่กี่วันต่อมากลับขู่จะ "ถล่มโรงไฟฟ้าและเกาะคาร์กให้สิ้นซาก" สร้างความสับสนอย่างรุนแรงให้กับตลาดการเงินและพันธมิตรระหว่างประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจไม่ใช่ความสับสนธรรมดา แต่เป็น "Strategic Ambiguity" หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ ที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขามักจะสร้างแรงกดดันสูงสุดด้วยคำขู่ที่รุนแรงเพื่อบีบให้คู่เจรจารู้สึกว่าไม่มีทางเลือก ก่อนจะเสนอทางออกที่ดูเหมือนเป็นการประนีประนอม อย่างไรก็ตาม ในบริบทของสงครามระดับรัฐ ยุทธศาสตร์นี้กลับทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และทำให้อิหร่านมองว่าไม่มีความจริงใจในการเจรจา
อีกหนึ่งเป้าหมายของความกลับกลอกนี้คือ การควบคุมกระแสข่าวในประเทศ ทรัมป์พยายามขายภาพลักษณ์ของผู้ชนะให้กับฐานเสียงในสหรัฐฯ โดยบอกว่า "เราชนะแล้ว" เพื่อลดกระแสต่อต้านสงคราม แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเลี้ยงกระแสความกลัวเรื่องภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่านเพื่อรักษาความชอบธรรมในการใช้งบประมาณทางทหารมหาศาล
"No Kings": สะท้อนวิกฤตอำนาจและแผนเปลี่ยนระบอบ
คำว่า "No Kings" อาจสื่อความหมายได้สองทาง ทางแรกคือความพยายามของทรัมป์ในการทำลายระบอบ "เทวธิปไตย" หรือผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาสามารถสังหารผู้นำสูงสุดคนเดิมได้สำเร็จ ทรัมป์ประกาศว่านี่คือโอกาสที่ชาวอิหร่านจะลุกขึ้นสู้เพื่อเอาประเทศคืนมาและสร้างระบอบใหม่ที่ไม่มีผู้นำเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม การที่บุตรชายของผู้นำสูงสุดเดิมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ทันที กลับกลายเป็นการเปลี่ยนตัวผู้เล่นแต่ยังคงระบอบเดิมไว้ ทรัมป์พยายามใช้ตัวอย่างจากเวเนซุเอลาที่เขามองว่าเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่สำหรับอิหร่าน สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่ามาก ระบอบอิสลามของอิหร่านมีการวางรากฐานของอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ซึ่งไม่ได้ล่มสลายไปพร้อมกับการเสียชีวิตของผู้นำ
เมื่อโลกหันหลังให้ "ทรัมป์": สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว
สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวในเวทีโลกอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรหลักอย่างสหภาพยุโรปและอังกฤษปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกองเรือคุ้มกันในอ่าวเปอร์เซีย นายกรัฐมนตรีของอังกฤษประกาศชัดเจนว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของเรา" นอกจากนี้ สเปนยังสร้างความสั่นคลอนด้วยการสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบินผ่าน ซึ่งเป็นการตบหน้าทรัมป์ในฐานะผู้นำองค์การนาโต้
ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก พวกเขาได้รับผลกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการถูกอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโรงกลั่นน้ำจืดเพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ แม้ประเทศเหล่านี้จะเป็นพันธมิตรกับทรัมป์ แต่พวกเขากลับเริ่มแอบเจรจาลับหลังผ่านปากีสถานเพื่อหาทางยุติสงคราม เพราะมองว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์กำลังนำพาภูมิภาคไปสู่ความพินาศทางเศรษฐกิจ
วิกฤตเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันโลกพุ่งและคำตัดสินของศาลสูง
สงครามอิหร่านได้สร้างความขาดแคลนอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์น้ำมันโลก เมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเคยสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวันเกือบหยุดชะงักลง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 54 ภายในเดือนเดียว ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ เองก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำลายความพยายามของทรัมป์ในการควบคุมเงินเฟ้อและสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประชาชน
ซ้ำร้าย ทรัมป์ยังต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าเขาไม่มีอำนาจในการสั่งเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินภายใต้กฎหมาย IEEPA หรือที่เขาเรียกว่า "Liberation Day Tariffs" การตัดสินนี้ไม่เพียงแต่ทำลายเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรัมป์ใช้บีบประเทศคู่ค้าอย่างจีนและอินเดีย แต่ยังอาจบีบให้รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้งบประมาณขาดดุลของสหรัฐฯ อยู่ในสภาวะวิกฤต
ทางลงที่เป็นไปได้ยาก: ทรัมป์กำลังดิ้นรนหา "ทางออกที่สมเหตุสมผล"
ทรัมป์กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหา "ทางลงที่สมเหตุสมผล" ก่อนที่สงครามจะทำลายการเลือกตั้งกลางเทอมของเขา เขาพยายามส่งข้อความผ่านปากีสถานเพื่อเสนอ "ข้อตกลงสันติภาพ 15 ข้อ" ที่ครอบคลุมทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การจำกัดขีปนาวุธ และการลดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือทรัมป์ต้องการให้สิ่งนี้ดูเหมือน "การยอมจำนน" ของอิหร่านเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เตหะรานไม่มีวันยอมรับ
อิหร่านเองก็ได้ตั้งเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ยากจะรับได้ เช่น การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามสำหรับการโจมตีโรงเรียนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และการรับประกันว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอีกในอนาคต นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนกรานสิทธิเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดตายที่ทรัมป์ไม่สามารถยกให้ได้ การเจรจาผ่านตัวกลางจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการโจมตีที่ยังคงเกิดขึ้นรายวัน
ที่สุดแล้ว หากไม่มีข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ในเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่เลวร้ายสองทางคือ การยอมถอยทัพแบบเสียหน้า ซึ่งจะทำลายฐานเสียง MAGA หรือการตัดสินใจบุกภาคพื้นดินเพื่อพยายามเผด็จศึก ซึ่งจะทำให้มีทหารอเมริกันตายจำนวนมากและทำลายเศรษฐกิจโลก ดูเหมือนว่า ไม่ว่าทางไหน ก็ดูเหมือนจะเป็นทางลงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดสำหรับโดนัลด์ ทรัมป์



