ชาติอาหรับหารือลับกับสหรัฐฯ ขอโจมตีอิหร่านต่อจนพ่าย ขณะสเปนสั่งปิดน่านฟ้า
ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีรายงานข่าวสำคัญจากสำนักข่าว AP ที่อ้างอิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และชาติกลุ่มอ่าวอาหรับ เปิดเผยว่า บรรดาชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ นำโดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้หารือเป็นการส่วนตัวกับผู้นำสหรัฐฯ โดยแสดงข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน
ข้อกังวลและข้อเรียกร้องจากชาติอาหรับ
ชาติอาหรับเหล่านี้ได้เน้นย้ำว่า ไม่ได้รับแจ้งข้อมูลล่วงหน้าอย่างเพียงพอ เกี่ยวกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมทั้งสหรัฐฯ ยังเพิกเฉยต่อคำเตือนที่ว่าสงครามจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน บางชาติได้ย้ำกับสหรัฐฯ ว่า นี่ถือเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะทำลายระบอบการปกครองปัจจุบันของอิหร่าน โดยไม่ต้องการให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ยุติลง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในบรรดาผู้นำอิหร่าน หรือในพฤติกรรมของอิหร่าน
คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ผู้นำสหรัฐฯ มีแนวคิดต้องการให้ชาติอาหรับร่วมออกค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมทั้งยืนยันถึงการเจรจากับอิหร่านว่ายังคงดำเนินต่อไปและมีความคืบหน้าที่ดี แต่อิหร่านชี้แจงต่อสาธารณะแตกต่างจากที่ได้หารือกันส่วนตัวกับสหรัฐฯ
สเปนสั่งปิดน่านฟ้า สร้างความตึงเครียดเพิ่ม
ในขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากสเปนที่สั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้สหรัฐฯ ผ่านเข้ามาทำสงครามกับอิหร่าน มาร์การิตา โรเบิลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสเปน ยืนยันว่า ได้สั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่านผ่านเข้ามา ด้านหนังสือพิมพ์ El Pais รายงานว่า การปิดน่านฟ้าดังกล่าวจะไม่รวมถึงกรณีฉุกเฉิน
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเปโดร ซานเชส นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศไม่ให้ใช้ฐานทัพของสเปนในภารกิจโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่มเติม
ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:
- ชาติอาหรับต้องการให้สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทางการเมือง
- สเปนแสดงจุดยืนแข็งกร้าวด้วยการปิดน่านฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในสงคราม
- การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ แต่มีความแตกต่างระหว่างการหารือส่วนตัวและการแถลงต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ การพัฒนาความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจและพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลก



