แอมเนสตี้ฯ ออกเสียงเตือนภัย! นโยบายคนเข้าเมืองสหรัฐฯ-เม็กซิโก คุกคามสิทธิแฟนบอลโลก 2026
ในรายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดเผยความกังวลอย่างรุนแรงต่อความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นกับแฟนฟุตบอล ผู้เล่น นักข่าว และชุมชนท้องถิ่น ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกชาย FIFA ปี 2026 ซึ่งมีเจ้าภาพร่วมสามประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา รายงานที่มีชื่อว่า “มนุษยชาติต้องเป็นผู้ชนะ : การปกป้องสิทธิและการแก้ไขปัญหาการปราบปรามในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026” ชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่มาจากนโยบายการเข้าเมืองที่โหดร้ายและการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
สหรัฐอเมริกา: นโยบายคนเข้าเมืองที่เลือกปฏิบัติและสร้างความหวาดกลัว
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันถึงสามในสี่ส่วนของทัวร์นาเมนต์ กำลังเผชิญกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนจากนโยบายการเข้าเมืองที่เลือกปฏิบัติ สตีฟ ค็อกเบิร์น หัวหน้าฝ่ายความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เนรเทศผู้คนออกจากประเทศไปแล้วกว่า 500,000 คนในปี 2568 ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ชมในนัดชิงชนะเลิศที่สนามเม็ตไลฟ์สเตเดียมถึง 6 เท่า”
การจับกุมและเนรเทศอย่างผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนนี้ เกิดขึ้นจากการกัดเซาะหลักประกันกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้สิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยหลายแสนคนถูกบั่นทอน นโยบายเหล่านี้ได้ทำลายชุมชนและสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองเจ้าภาพอย่าง ดัลลัส ฮิวสตัน และไมอามี ที่ลงนามในข้อตกลงที่อนุญาตให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) นำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและการกำหนดเป้าหมายผู้อพยพเพิ่มมากขึ้น
เม็กซิโก: การใช้กำลังทหารและการปราบปรามการประท้วง
ในเม็กซิโก ประเทศเจ้าภาพอีกแห่ง รัฐบาลได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึง 100,000 นาย รวมถึงทหาร เพื่อตอบสนองต่อระดับความรุนแรงที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประท้วง โดยเฉพาะกลุ่มนักกิจกรรมหญิงที่วางแผนจะประท้วงอย่างสันติในนัดเปิดสนามที่สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา ในเม็กซิโกซิตี้ เพื่อเรียกร้องความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาสำหรับการหายตัวไปของคนที่พวกเขารัก การระดมกำลังรักษาความปลอดภัยที่มีลักษณะเป็นแบบใช้กำลังทหารนี้ ก่อให้เกิดความวิตกว่าการประท้วงเพิ่มเติมอาจถูกปราบปรามอย่างรุนแรง
แคนาดา: ความกังวลเรื่องผู้ไร้บ้านและข้อจำกัดการเดินทาง
สำหรับแคนาดา ผลกระทบจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2010 ที่แวนคูเวอร์ และวิกฤตที่อยู่อาศัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่า ผู้ไร้บ้านจะถูกขับไล่และถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบสังคมอีกครั้ง เช่น การปิดศูนย์พักพิงสำหรับผู้ไร้บ้านในช่วงฤดูหนาวในโตรอนโต เนื่องจากสถานที่ถูกจองไว้ล่วงหน้าสำหรับฟีฟ่า นอกจากนี้ ข้อจำกัดการเดินทางของสหรัฐฯ และนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษย์ชนกำลังทำลายความสวยงามของกีฬาฟุตบอล โดยแฟนบอลจากประเทศต่างๆ เช่น โกตดิวัวร์ เฮติ อิหร่าน และเซเนกัล อาจไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้เว้นแต่จะมีวีซ่าที่ถูกต้อง
ความล้มเหลวในการรับประกันความปลอดภัยและสิทธิ
แม้จะมีจำนวนการจับกุมและการเนรเทศที่น่าตกใจ แต่ทั้งฟีฟ่าและทางการสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้การรับประกันใด ๆ ว่าแฟนบอลและชุมชนท้องถิ่นจะปลอดภัยจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การบุกค้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือการกักขังและการเนรเทศที่ผิดกฎหมาย มีเพียง 4 เมืองจาก 16 เมืองเจ้าภาพเท่านั้นที่เผยแพร่แผนด้านสิทธิมนุษยชน และไม่มีเมืองใดเลยที่กล่าวถึงการคุ้มครองจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองที่ละเมิดสิทธิ
สตีฟ ค็อกเบิร์น กล่าวเสริมว่า “ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางอย่างที่ฟีฟ่าเคยประเมินไว้อีกต่อไป จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่าความเป็นจริงสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาดั้งเดิม” สิทธิในการประท้วงและเสรีภาพในการแสดงออกกำลังถูกคุกคาม ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการแข่งขัน
เหลือเวลาอีกเพียง 10 สัปดาห์กว่า ๆ ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น ความมุ่งมั่นของฟีฟ่าที่จะจัดการแข่งขันที่ทุกคน “รู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ และมีอิสระที่จะใช้สิทธิของตน” จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องสิทธิของแฟนบอล ชุมชน ผู้เล่น และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้กีฬาฟุตบอลยังคงเป็นของประชาชน ไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากนโยบายที่บิดเบือน



