ฮุน มาเนต ใช้เวทีโลกสร้างภาพ หลังกัมพูชาเผชิญวิกฤตภายใน-จีนลดการสนับสนุน
ฮุน มาเนต สร้างภาพเวทีโลก กัมพูชาวิกฤตภายใน-จีนถอนตัว

ฮุน มาเนต ใช้เวทีโลกสร้างภาพ หลังกัมพูชาเผชิญวิกฤตภายใน-จีนลดการสนับสนุน

การเดินสายของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่สถาบันสันติภาพโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนแรง หลังเขาอ้างว่ากองทัพไทยยึดครองดินแดนในเขตอธิปไตยของกัมพูชาหลายพื้นที่ ส่งผลให้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ต้องออกมาชี้แจงทันที

รมว.ต่างประเทศไทย กล่าวว่า “เราอยากให้การหยุดยิงเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นเพื่อนบ้านกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน ได้รับประโยชน์ระหว่างกัน แต่กัมพูชาก็ต้องมีท่าทีตอบสนองด้วย เราจะก้าวข้ามไม่ได้ถ้าเขาไม่มีท่าทีตอบสนอง แต่ถ้าไม่ตอบสนอง เราก็พร้อมที่จะเดินหน้า เราไม่ได้กลัว” คำพูดและท่าทีของฮุน มาเนต ต่อประเทศไทย ในช่วงที่ทั้งสองประเทศกำลังเจรจาหยุดยิง สะท้อนถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่เหนือความคาดหมาย

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง มองว่าการกระทำของฮุน มาเนต ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เขากล่าวว่า “พื้นที่ใดก็ตามหากกัมพูชาสามารถแสดงออกเพื่อให้คนอื่นเห็นตัวตนก็จะต้องเดินทางไป ต้องเข้าใจว่าการประชุม Board of Peace โดยมี 62 ประเทศเข้าร่วม เป็นกลไกที่สหรัฐอเมริกาต้องการจัดตั้งให้ตัวเองเป็นผู้นำและเป็นกลไกที่สหรัฐฯ อยากสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เขายังชี้ว่า แม้กระทั่งบอร์ดคณะผู้บริหาร 7 คนแรกก็เป็นคนอเมริกัน และประเทศที่แสดงตัวตนล้วนต้องการพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งในเชิงอำนาจ การลงทุน และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือการลดทอนภาษีทรัมป์

กัมพูชาใช้เวทีโลกลวงสร้างภาพ

แนวรบต่างประเทศของกัมพูชา ใช้เวทีโลกเพื่อสร้างภาพ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความเพลี่ยงพล้ำ” ในปัจจุบัน เป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่กัมพูชาสร้างขึ้นเองทั้งหมด เห็นได้จากการสู้รบระลอกที่สอง แม้สื่อกัมพูชาพยายามปกปิดปัญหาการปะทะระหว่างทหารไทย-เขมร ในช่วงแรกด้วยการสื่อสารทางเดียวของตระกูลฮุน เซน แต่สื่อของ สม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ได้นำข้อมูลที่เกิดขึ้นสวนกลับฝั่งฮุน เซน ในเรื่องการเสียดินแดนให้กับประเทศไทย

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาไม่กล้าเผยแพร่ความจริงให้ประชาชนรับรู้ หากมองในแง่การเมืองภายในกัมพูชา ฝ่ายสม รังสี เป็นคนเติมเชื้อไฟเข้าไปว่าตระกูลฮุน นำประเทศไปสู่การล่มสลาย นี่คือสิ่งที่หอกทิ่มแทงกลับเข้าไป ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ฮุน มาเนต ต้องเดินทางไปร่วมประชุม

ภาพลวงตาจากการตัดต่อ

อาจารย์ทรงฤทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า จากภาพในคลิปจะเห็นฮุน มาเนต นั่งอยู่ด้านหลังตัวเล็กๆ และโดนัลด์ ทรัมป์ เดินไปจับมือ หรือเรียกว่าแค่สัมผัสมือโดยไม่พูดอะไร หลังจากนั้นก็ไปคุยกับคนอื่น และย้อนกลับมาก็แค่นั้น แต่สิ่งที่กัมพูชาได้คือภาพที่นำมาเสนอข่าวให้ประชาชนกัมพูชารับรู้ว่ามีโอกาสได้พูดคุยกับทรัมป์ตัวต่อตัว

สอดคล้องกับภาพในเฟซนิวส์ของ ฮุน มานา ลูกสาวของฮุน เซน และน้องสาวของฮุน มาเนต ที่มีการตัดต่อภาพออกมาเผยแพร่ โดยภาพแรกเป็นภาพที่ฮุน มาเนต อยู่ในเฟรมร่วมกับทรัมป์ ซึ่งเป็นภาพจากการประชุม Board of Peace วันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนภาพที่สองเป็นภาพฮุน มาเนต และทรัมป์ นั่งคู่กันเพื่อลงนาม ซึ่งเกิดขึ้นที่เวทีกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การเอาภาพทั้งสองวาระมาใส่ในเฟรมเดียวกัน เพื่อทำให้ประชาชนกัมพูชาเข้าใจว่าได้เข้าพบและสื่อสารเป็นการส่วนตัว หรือเรียกว่า “เป็นการต่อภาพเพื่อสร้างภาพ และสามารถหลอกคนกัมพูชาได้” และหากดูทั้งหมดจะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริง ทรัมป์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะที่สุดแล้วก็ไม่ได้คุยกับฮุน มาเนต โดยให้ฮุน มาเนต ไปคุยกับผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศแทน

จีนไม่ค้ำบัลลังก์ตระกูลฮุนอีกต่อไป

แม้ชาวกัมพูชาจะถูกรัฐบาลตระกูลฮุนหลอกมาเป็นเวลานาน จากการรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว โดยการปิดหู ปิดตา ปิดสื่อ ด้วยระบบการสื่อสารช่องทางเดียว (Single Gateway) ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศจีน ที่สามารถรับข่าวสารเฉพาะที่รัฐป้อนข้อมูลให้ แต่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 พบว่ามีการใช้เครือข่าย Sky Net เทคโนโลยีของอเมริกัน เข้ามาแทรก

มีการคาดการณ์ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์ของคลิปต่างๆ ที่ออกมาโจมตีตระกูลฮุน โดยเฉพาะคลิปการปราบและจับต่างๆ ทำให้คนได้เห็นข้อเท็จจริงอีกด้านที่ปิดมานาน ดังนั้นตระกูลฮุน จึงต้องพยายามเดินเกมเพื่อดึงประเทศมหาอำนาจเข้ามากอบกู้ช่วยเหลือตัวเอง เพื่อรักษาอำนาจในบ้านของตัวเองไว้ให้ได้ บนพื้นฐานที่จีนก็ไม่ไว้วางใจ และไม่ค้ำจุนอีกต่อไปแล้ว

จีนสร้างบารมีให้สมเด็จเจ้านโรดม จักราวุธ

ภาพเห็นชัดเจนคือ จีนกำลังสร้างบารมีให้กับ สมเด็จเจ้านโรดม จักราวุธ หัวหน้าพรรค FUNCINPEC ซึ่งเป็นพระวงศ์พระองค์หนึ่งของกัมพูชา เนื่องจากจีนเข้าไปมีอิทธิพลในกัมพูชาอยู่แล้ว การลงทุนจำนวนมากยิ่งแสดงออกในเชิงผลประโยชน์ที่มี จึงจำเป็นต้องสร้างกลุ่มกำลังใหม่ที่ต่างจากตระกูลฮุน แต่ต้องมีบารมี

“สัญญาณมันชัดเจนแล้ว จีนไม่ค้ำจุนตระกูลฮุน ทั้งที่เข้าไปลงทุนมีมูลค่าทรัพย์สินมากมาย ไม่ต้องแปลกใจเพราะมีกลไกการเมืองอื่น จึงไม่จำเป็นต้องมีตระกูลฮุนก็ได้” หากสังเกตตั้งแต่จีนสืบทราบว่าฮุน เซน เปิดบ้านเลี้ยงสแกมเมอร์แล้วมีผลประโยชน์ร่วมกับสแกมเมอร์ โดยส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่เดือดร้อน เหมือนเป็นการตบหน้าจีน

ในลักษณะที่คล้ายว่า ฉันค้ำจุนแล้ว ฉันก็ปราบอาชญากรที่บ้านฉัน อยู่มาวันหนึ่งทำไมประเทศคุณถึงเปิดบ้านต้อนรับสแกมเมอร์เหล่านี้และยังมาโกงคนของฉันอีก ดังนั้นจะค้ำจุนไปทำไม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนและมือปราบคอลเซ็นเตอร์ชื่อดัง ลงพื้นที่กัมพูชาในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และทุนสีเทา โดยที่ไม่ให้กัมพูชาสร้างภาพจับกุมเหมือนที่ผ่านมา

อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

หากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำกัมพูชา ทั้งจากที่สหรัฐอเมริกาส่งมาก็ดี หรือจีนส่งมาก็ดี ถามว่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงอะไรกับไทย-กัมพูชาหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มแม่โขง อธิบายว่าหากมองตามความเป็นจริง ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่มาจากกลุ่มก้อนผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

กระทั่งวันที่คนไทยได้รับรู้เรื่องจริงก็หูตาสว่างขึ้น แล้วก็เลือกว่าจะไม่มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือนเดิม แต่จะบอกว่าเป็นไปได้ยาก เพราะมีพื้นที่ชายแดนติดกัน ดังนั้นอาจจะต้องกำหนดกฎกติกามารยาทในเรื่องชายแดน การเปิดปิดการค้าการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งบ่อนคาสิโนว่า จะจัดการอย่างไร?

“ต้องมองด้วยว่า ตระกูลฮุน เซน ไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่คนกัมพูชารุ่นลูกรุ่นหลานยังต้องอยู่เช่นเดียวกับบ้านเรา มองแค่นี้สั้นๆ ไม่ได้ ถ้าตระกูลฮุนเป็นปัญหาก็ต้องโฟกัสตรงนี้ ปัญหาในไทยก็เช่นเดียวกัน”

ปิดท้ายด้วยภาพยนตร์เพื่อสันติภาพ

อาจารย์ทรงฤทธิ์ อยากจะให้นำภาพยนตร์เรื่อง “รักข้ามขอบฟ้า” กลับมาฉายอีกครั้ง หลังเคยฉายครั้งแรกเมื่อปี 2514 เพราะอาจจะทำให้ความขัดแย้งลดลง เนื่องจากช่วงที่ไทย-กัมพูชา มีข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนานกว่า 10 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยุดความขัดแย้งในอดีตมาแล้ว และมีข่าวว่าไทยกำลังจะนำภาพยนตร์กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยหวังจะเห็นสันติภาพระหว่างสองประเทศผ่านบนแผ่นฟิล์ม