ย้อนรอย 50 วันวิกฤตฮอร์มุซ! ไทม์ไลน์ปิดตายประตูน้ำมันโลก สงครามเศรษฐกิจปั่นป่วน
ในวันที่ 19 เมษายน 2569 วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียดถึงขีดสุด หลังผ่านมาแล้ว 50 วัน นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก โดยปกติมีปริมาณการขนส่งน้ำมันทางทะเลถึงร้อยละ 25 และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกร้อยละ 20 ของทั้งโลกผ่านจุดนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองและการทหารอย่างเต็มรูปแบบ
ภูมิหลังและความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย อิหร่านใช้ภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบในการปิดกั้นการเข้าออกเพื่อตอบโต้การโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงเพื่อบังคับเปิดเส้นทางเดินเรือ โดยประกาศเป็นนโยบายเสรีภาพในการเดินเรือสากล ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตลูกเรือ การอับปางของเรือพาณิชย์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างรุนแรง
ไทม์ไลน์การเปิด-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ช่วงการปิดครั้งแรกและการประกาศสงคราม (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2569)
- 28 กุมภาพันธ์ 2569: อิหร่าน โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศ "ปิด" ช่องแคบฮอร์มุซต่อเรือต่างชาติทั้งหมดอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่าน
- 2 มีนาคม 2569: อิหร่าน (IRGC) ยืนยันสถานะการ "ปิด" อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าอนุญาตเฉพาะเรือที่ได้รับอนุมัติจากอิหร่านเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือมุ่งหน้าไปจีนและอินเดีย
- 12 มีนาคม 2569: มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคง "ปิด" ต่อไป และจะใช้เป็น "เครื่องมือในการกดดัน" สหรัฐฯ และพันธมิตร
- 19 มีนาคม 2569: สหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารเพื่อ "เปิด" ช่องแคบ โดยใช้เครื่องบิน A-10 และเฮลิคอปเตอร์ Apache โจมตีเรือเร็วและโดรนของอิหร่าน
ช่วงการปะทะและการใช้อำนาจแทรกแซง (ปลายมีนาคม-ต้นเมษายน 2569)
- 21 มีนาคม 2569: โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดให้อิหร่าน "เปิด" ช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่จะวางทุ่นระเบิดทั่วอ่าวเปอร์เซีย
- 26 มีนาคม 2569: อิสราเอล ประกาศความสำเร็จในการสังหาร อาลีเรซา ตังสิรี ผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการปิดกั้นช่องแคบ แต่อิหร่านยังคงยืนยันสถานะ "ปิด" และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา
- 8 เมษายน 2569: อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประกาศว่าช่องแคบฮอร์มุซจะ "เปิดอย่างเต็มที่" สำหรับเรือพาณิชย์ทุกประเภท ต่อเมื่อการเริ่มต้น การหยุดยิงในเลบานอน เริ่มขึ้น
การปิดล้อมและการปิดซ้ำรอบล่าสุด (เมษายน 2569)
- 11 เมษายน 2569: โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากองกำลังสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการ "เคลียร์" ทุ่นระเบิดในช่องแคบและส่งเรือทำลายเรือขวางกั้น
- 12 เมษายน 2569: หลังการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดล้มเหลว โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการ "ปิดล้อมทางทะเล" (Naval Blockade) ต่ออิหร่าน โดยสั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือทุกลำที่เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่าน
- 17 เมษายน 2569: อับบาส อารักชี ประกาศทาง X ว่าอิหร่านจะ "เปิด" ช่องแคบให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิง สอดคล้องกับข้อตกลงหยุดยิงในอิสราเอล-เลบานอน ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ขอบคุณ แต่ย้ำว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านยังต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง 100%
- 18 เมษายน 2569: อิหร่าน (กองทัพเรือ IRGC) ประกาศสถานะ "ปิด" ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในช่วงบ่ายวันเสาร์ (ตามเวลาประเทศไทย) โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
วิกฤตการณ์การเปิด-ปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะระดับสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ นอกจากนี้ยังเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียทั่วโลก เนื่องจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตสำคัญ แม้สหรัฐฯ จะพยายามสร้างพันธมิตรนานาชาติเพื่อรักษาความปลอดภัยในน่านน้ำ แต่การที่อิหร่านยังคงควบคุมภูมิศาสตร์สำคัญและการใช้อาวุธราคาถูกอย่างโดรนและทุ่นระเบิด ทำให้การ "เปิด" ช่องแคบอย่างยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องยากลำบากตราบเท่าที่ข้อตกลงทางการเมืองยังไม่บรรลุผล
ในวันที่ 18 เมษายน 2569 มีรายงานว่าเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดห่างจากโอมาน 25 ไมล์ทะเล และเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำถูกเรือเร็วของ IRGC ยิงเข้าใส่หลังพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง



