ศาลปราบโกงยกฟ้อง 8 กกต. คดีฮั้วเลือก สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หรือศาลปราบโกง มีคำวินิจฉัยยกฟ้องในคดีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล อดีตสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยกรรมการเลือกตั้งขณะนั้นและนายเสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. ที่ล่าช้า ผลวินิจฉัยไม่ได้ชี้ว่าผิดหรือถูก แต่ระบุว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องเท่านั้น
คดีฮั้วเลือก สว. กับความคืบหน้าที่ยังค้างคา
คดีฮั้วเลือก สว. นี้เป็นหนึ่งในหลายสำนวนคดีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2567 โดยมีผู้คนจำนวนไม่น้อย รวมถึงนักสังเกตการณ์การเมือง ผู้สมัคร สว. และกลุ่ม สว.สำรอง ที่สงสัยค้างคาใจตั้งแต่เริ่มรับสมัครว่าขาดความโปร่งใส มีการฮั้วที่ทำเป็นกระบวนการเกิดขึ้น ก่อนขยายผลไปเป็นคดีอื่นๆ ตามมา มีการแจ้งความและฟ้องเป็นคดีหลายคู่กรณี รวมถึงยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปยังหลายองค์กร
ในส่วนของดีเอสไอ ได้แสดงท่าทีแข็งขันเอาจริงตั้งแต่แรกที่รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ โดยรวบรวมพยานเพื่อสอบปากคำมากถึง 1,200 คน ใน 45 จังหวัด พบหลักฐานเส้นเงินเชื่อมโยงไปถึงผู้เกี่ยวข้องและถูกกล่าวหา รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์โดยใช้เอไอเข้ามาช่วยในสถานที่ใช้ในการเลือก สว.ระดับประเทศจริง ดีเอสไอมั่นใจว่าจะเอาคนผิดมาดำเนินคดีได้แน่
การเมืองแทรกแซงและความล่าช้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคภูมิใจไทย ความคืบหน้าคดีที่ดีเอสไอรับผิดชอบหยุดอยู่ที่สรุปสำนวนส่งฟ้อง 8 คน เป็น สว. 2 คน และอีก 6 คนเป็นเครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ แต่ถูกอัยการตีกลับให้ไปสอบปากคำเพิ่มเติม มีเพียงการออกโรงยืนยันของดีเอสไอว่าจะเดินหน้าลุยต่อ
นอกจากนี้ ยังมีการยื่นถอดถอนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรียุติธรรมในขณะนั้น เนื่องจากถูกกล่าวหาแทรกแซงและบีบให้ดีเอสไอเข้ามาทำคดีนี้ในส่วนการฟอกเงินและอั้งยี่
มติ กกต. และความกดดันทางสังคม
คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นควรยกคำร้องคดีฮั้วเลือก สว. โดยย้ำว่าไม่มีผลต่อการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงินของดีเอสไอ มติดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดในสำนวนคดีที่ กกต.และดีเอสไอร่วมกันทำความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
มตินี้จะถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมใหญ่ กกต. ที่มีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน กกต.คนใหม่ เพื่อมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หากเห็นชอบด้วย จะส่งผลให้ 229 คนที่ กกต.เคยออกหมายเรียก ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และนักการเมืองและเครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ค่ายสีน้ำเงินอีก 91 คน พ้นผิดจากข้อกล่าวหา ในจำนวนนี้มีชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย รวมทั้งรัฐมนตรีในครม.อนุทิน 2 อีก 11 คน
อุปสรรคและอนาคตของคดี
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรื่องไปไม่ถึงไหนอาจมาจากกลุ่ม สว.สำรอง นำโดยนายอัครวัฒน์ ที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดเมื่อ 16 มีนาคม 2569 ให้มีคำสั่งระงับห้ามมิให้ กกต.นำผลการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวไปพิจารณา เพราะการตั้งอนุกรรมการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและตั้งเกินกรอบเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังอาจเป็นไปได้ที่ กกต.เกรงว่าหากเห็นชอบตามมติดังกล่าว จะเป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมรับไม่ได้ และจะนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์และทัวร์ลง กกต. อย่างรุนแรงต่อเนื่อง หลังจาก กกต. ไม่เป็นที่เชื่อมั่นของผู้คนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะกรณีเลือกตั้งและนับคะแนน สส. และปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ กกต.ไม่สามารถอธิบายให้ผู้คนยอมรับและเข้าใจได้
คดีฮั้วเลือก สว. จึงยังเป็นชนักติดหลังที่ กกต.จะเดินหน้าต่อก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ แต่ครั้นจะยื้อต่อไปก็อาจลากยาว สุดท้ายการที่ กกต.จะกล้า "ลุยไฟ" กับมติที่ชี้ขาดที่ กกต.ใหญ่ต้องมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ กกต.เอง



