ป.ป.ช. ชี้แจงกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปมหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาแถลงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการดำเนินการต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในกรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยชี้ว่าเป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ถือว่าขัดแย้งกัน พร้อมยืนยันว่าฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จ
การยื่นบัญชีทรัพย์สิน 6 ครั้ง ไม่ปรากฏหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั้น สำนักงานขอแถลงข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญ โดยนายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 6 ครั้ง ระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รายละเอียดการยื่นบัญชีมีดังนี้:
- เข้ารับตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 1 เมื่อ 25 พ.ค. 2562 ยื่นบัญชี 11 มิ.ย. 2562
- เข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อ 10 ก.ค. 2562 ยื่นบัญชี 27 ก.ค. 2562
- พ้นจากตำแหน่ง รมว. เมื่อ 3 มี.ค. 2566 ยื่นบัญชีล่าช้า 573 วัน ในวันที่ 25 พ.ย. 2567 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุด
- พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 1 เมื่อ 20 มี.ค. 2566 ยื่นบัญชี 18 เม.ย. 2566
- เข้ารับตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 2 เมื่อ 4 ก.ค. 2566 ยื่นบัญชี 3 ส.ค. 2566
- พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 2 เมื่อ 17 ม.ค. 2567 ยื่นบัญชีล่าช้า 16 วัน ในวันที่ 2 พ.ค. 2567
ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้งนี้ ไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด
ข้อเท็จจริงจากศาลรัฐธรรมนูญและกระบวนการทางกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 โดยวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนาย ศ. ซึ่งเป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างแทน อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
นายศักดิ์สยามได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่แสดงรายการเงินลงทุนดังกล่าว เนื่องจากนาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของและไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้นายศักดิ์สยามต้องฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อขอให้บังคับตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นอีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและมีสิทธิถือหุ้นในห้างบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นจำนวน 119,500,000 บาท
นาย ศ. ตกลงรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยามจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ในราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงิน 51,505,267.50 บาท โดยชำระเงินภายในวันที่ 4 ก.ค. 2568 และนายศักดิ์สยามตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในวันที่ 9 ก.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาด
นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายและโอนที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาดังกล่าว เอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้โอนเงินลงหุ้นในห้างบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นจำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
การตรวจสอบและข้อสรุปของ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และเห็นว่ารายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบตามกฎหมาย
จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีนายศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินโดยไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น
ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม โดย ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนั้นมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
กรณีร้องเรียนการมีส่วนได้เสียและแทรกแซง
สำหรับกรณีมีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยามเมื่อดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เกี่ยวกับการเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์นั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานบุคคล 25 ปาก รวมถึงขอทราบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา
นอกจากนี้ ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามในฐานะ รมว.คมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจรัฐมนตรี และไม่พบการเอื้อประโยชน์หรือสมยอมกันเสนอราคา
ห้างบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเฉลี่ยปีละ 27 สัญญาในช่วงที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง ซึ่งเห็นว่าไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนดำรงตำแหน่ง การเสนอราคาผ่านระบบ E-bidding เป็นไปตามปกติและไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตำแหน่ง
จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล พบว่าห้างเริ่มมีผลกำไรมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปีในปี 2559 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามเข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคมประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่าการกระทำของนายศักดิ์สยามมีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น



