หลายคนอาจสงสัยว่ารถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าประเภทใดมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง HEV (Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ EV (รถยนต์ไฟฟ้าล้วน) ตามข้อมูลสถิติอุบัติเหตุและงานวิจัยด้านประกันภัยระดับสากล เช่น ข้อมูลจาก NTSB และสถาบันวิจัยชั้นนำ กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุดอาจทำให้หลายคนแปลกใจ
อันดับ 1 รถยนต์กลุ่ม Hybrid (HEV และ PHEV) มีความเสี่ยงสูงที่สุด
จากสถิติอัตราส่วนการเกิดไฟไหม้ต่อจำนวนรถ 100,000 คัน พบว่ารถยนต์ไฮบริดทั้งแบบเสียบปลั๊กและไม่เสียบปลั๊กมีตัวเลขการเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุดในบรรดารถทุกประเภท สูงกว่ารถน้ำมันล้วนและสูงกว่า EV หลายสิบเท่า ทำไมถึงเสี่ยงที่สุด? เพราะรถไฮบริดเป็นการนำสองโลกที่มีความเสี่ยงมารวมอยู่ในคันเดียวกัน คือมีทั้งระบบน้ำมันเบนซินซึ่งไวไฟและระเหยง่าย มีท่อไอเสียที่ร้อนจัด และยังมีระบบไฟฟ้าแรงสูงพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้ระบบขับเคลื่อนมีความซับซ้อนของโครงสร้างสูง ยิ่งมีชิ้นส่วนและสายไฟจำนวนมาก ท่อน้ำมันพาดผ่านใกล้ระบบไฟฟ้า ความเสี่ยงในจุดเชื่อมต่อต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นตาม หากเกิดการชนหรือระบบจัดการความร้อนผิดพลาด สารเคมีจากแบตเตอรี่และน้ำมันพร้อมเป็นเชื้อเพลิงหนุนกันเอง
อันดับ 2 รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV / BEV) มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในกลุ่ม
แม้ดูเหมือนน่ากลัว แต่รถยนต์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่ำที่สุดในแง่ของความถี่หรือโอกาสในการเกิดเหตุ โดยต่ำกว่าไฮบริดและรถน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวที่ไวไฟ ไม่มีท่อไอเสียที่ร้อนเป็นร้อยองศา และระบบความปลอดภัยของแพ็กแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาอย่างหนาแน่น อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือ รถยนต์ EV แม้จะเกิดไฟไหม้ยากที่สุด แต่มีความรุนแรงและอันตรายเป็นอันดับหนึ่ง เพราะหากแบตเตอรี่เสียหายรุนแรงจนเกิดการลัดวงจรภายในหรือ Thermal Runaway มันจะผลิตความร้อนและออกซิเจนในตัวเอง ทำให้ไฟลุกไหม้รุนแรง ดับยาก และต้องใช้น้ำมากกว่ารถปกติหลายเท่าในการควบคุมอุณหภูมิ
สรุปการเรียงลำดับความเสี่ยง (วัดจากโอกาสเกิดเหตุบ่อยสุดไปน้อยสุด)
- เสี่ยงสูง: HEV / PHEV (Hybrid) เพราะมีทั้งน้ำมันและระบบไฟฟ้าร่วมกัน ความซับซ้อนสูง
- เสี่ยงต่ำ: EV (ไฟฟ้า 100%) โอกาสเกิดน้อยที่สุด แต่ถ้าเกิดแล้วดับยากที่สุด
ภาพรวมของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
1. HEV (รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้า)
เทคโนโลยี: ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ขนาดเล็ก
ข้อดี: ประหยัดน้ำมันได้ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป ระบบเบรกแบบสร้างพลังงานกลับคืนช่วยชาร์จแบตเตอรี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง เนื่องจากไม่ได้พึ่งพาแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว
ข้อเสีย: ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวมีจำกัด ราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป
2. PHEV (รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก)
เทคโนโลยี: ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถชาร์จจากแหล่งพลังงานภายนอกได้
ข้อดี: ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวยาวนานขึ้น ลดความจำเป็นในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ปล่อยมลพิษน้อยลงและประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นเมื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้า ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป
ข้อเสีย: ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าเนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่กว่า โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่จำกัดอาจส่งผลต่อความสะดวกสบาย
3. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
เทคโนโลยี: อาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
ข้อดี: ไม่มีไอเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าเนื่องจากการบำรุงรักษาน้อยลงและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเบนซิน มีศักยภาพในการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนสำหรับการชาร์จ
ข้อเสีย: ระยะทางการขับขี่จำกัดเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป เวลาในการชาร์จนานกว่าการเติมน้ำมัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ



