คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ปรับลดลงร้อยละ 0.25 ในการประชุมเดือนตุลาคม
เหตุผลที่ กนง. คงดอกเบี้ย
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ช้ากว่าที่คาดไว้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกและภาคการผลิตยังคงชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดการเงินโลก ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568
ธปท. ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2568 ลงเหลือร้อยละ 2.8 จากเดิมร้อยละ 3.0 โดยมีปัจจัยลบจากการส่งออกที่ชะลอตัวและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย
- การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอตัวจากปี 2567 ที่ร้อยละ 4.0
- การลงทุนภาคเอกชน: ขยายตัวร้อยละ 3.0 เท่ากับปีก่อน
- การส่งออกสินค้า: ขยายตัวร้อยละ 2.5 ชะลอลงจากร้อยละ 3.5
- จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ: คาดการณ์ที่ 38 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านคนในปี 2567
ปัจจัยที่ต้องจับตา
กนง. ระบุว่ายังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่
- นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย
- สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรป
- เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญ
ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 ต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส ก่อนที่จะพิจารณาปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 หากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ โดยตลาดการเงินมองว่ามีโอกาสร้อยละ 60 ที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ในการประชุมเดือนสิงหาคม 2568
อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุน หรือเศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าคาด กนง. อาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปหรือแม้กระทั่งปรับขึ้นดอกเบี้ยได้
ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ยังทรงตัวในระดับสูง ลูกหนี้ที่มีภาระหนี้สินยังคงแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนที่ดีจากเงินฝากประจำ
ธุรกิจ SMEs ที่พึ่งพาสินเชื่ออาจประสบปัญหาต้นทุนการเงินสูงขึ้น ในขณะที่ธุรกิจส่งออกยังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากค่าเงินบาทที่ผันผวน ซึ่ง ธปท. ระบุว่าจะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป



