นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ผลสำรวจพบว่าประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ส่วนใหญ่วางแผนใช้จ่ายเต็มจำนวน โดยมีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ได้รับสิทธิ์
เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โครงการดังกล่าวครอบคลุมประชาชนทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสรวมประมาณ 40 ล้านคน หรือเกือบ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินจากภาครัฐถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
นายธนวรรธน์ระบุว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นโครงการ พบว่ามีการใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน แบ่งเป็นเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐประมาณ 40,000 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนควักจ่ายเพิ่มเติมอีกกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักมากขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนยังคงมีกำลังซื้อและสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจในท้องถิ่น
แม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะยังไม่ใช่สัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอาจช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ราว 0.4-0.6% ของ GDP โดยปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง หลัง GDP ขยายตัวจาก 1.8% ในไตรมาส 3 ปี 2568 เพิ่มเป็น 2.5% ในไตรมาส 4 และ 2.8% ในไตรมาสแรกของปี 2569
นายธนวรรธน์มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยลบจากต่างประเทศหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามากระทบเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 มีโอกาสขยายตัวในกรอบ 2-2.5%
ข้อกังวลเรื่องร้านบุฟเฟ่ต์และการปรับเกณฑ์
กรณีร้านบุฟเฟ่ต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งออกมาเปิดเผยว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัสส่งผลกระทบต่อร้าน นายธนวรรธน์มองว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากมาตรการเพิ่งดำเนินการในช่วงแรก และพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนยังอยู่ระหว่างการปรับตัว ในระยะสั้นอาจมีผู้บริโภคบางส่วนปรับพฤติกรรมหันไปเลือกสินค้าหรืออาหารราคาถูกลงตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรงหรือกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม
หากเม็ดเงินจากมาตรการกว่า 170,000 ล้านบาทเริ่มหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป กำลังซื้อของประชาชนอาจเพิ่มขึ้นและส่งผลดีต่อภาคธุรกิจในภาพรวม
การทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น เช่น การเป็นหนี้ในระบบและการถือครองทรัพย์สิน นายธนวรรธน์เห็นว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้การช่วยเหลือของภาครัฐมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ก่อนพิจารณาปรับเกณฑ์ใด ๆ ควรยึดเจตนารมณ์หลักของโครงการเป็นสำคัญ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ที่มีความเดือดร้อนทางการเงินจริงหรือผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในโครงการมาจากภาษีของประชาชนและการกู้เงินของภาครัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระหนี้ที่คนรุ่นต่อไปต้องรับผิดชอบ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ประเทศไทยมีภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง และรายได้ภาษียังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของภาครัฐ ดังนั้นทุกเม็ดเงินที่นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนควรตกถึงกลุ่มที่มีความจำเป็นจริง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับประเด็นการใช้สถานะหนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการคัดกรองนั้น มองว่าไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ที่มีหนี้ทุกคนเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือสมควรได้รับสวัสดิการ แต่หนี้สินสามารถเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับแหล่งที่มาของหนี้และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
การที่สังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เงื่อนไขต่าง ๆ ของโครงการถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยรัฐบาลควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำข้อเสนอแนะที่มีเหตุผลไปใช้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น



