รัฐบาลหนุนบุญบั้งไฟพนมไพรสู่ Soft Power ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน
รัฐบาลหนุนบุญบั้งไฟพนมไพรสู่ Soft Power ยกระดับมรดกอีสาน

รัฐบาลหนุน 'บุญบั้งไฟพนมไพร' สู่ Soft Power ไทย

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมไทยในฐานะ 'Soft Power' ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ และสามารถต่อยอดเป็นพลังทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมสืบสานคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และความสามัคคีของชุมชนไทย

ประเพณีบุญบั้งไฟพนมไพร สะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรมอีสาน

กรณีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการรวมพลังของชุมชนในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญ และแสดงออกถึงความศรัทธา ก่อนจะพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

'บั้งไฟ' จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการขอฝนตามคติความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของประชาชนกับพระพุทธศาสนา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนทุกช่วงวัย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รัฐบาลมองบุญบั้งไฟเป็นทุนทางวัฒนธรรมสร้างคุณค่าในยุคใหม่

รัฐบาลมองว่า ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางศรัทธามาสร้างคุณค่าในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ 'วิถีพุทธแบบไทย' และอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ผ่านประเพณีที่สะท้อนทั้งความศรัทธา ความสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

บุญบั้งไฟไม่ใช่เพียงเทศกาลของชาวอีสาน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติ เป็น Soft Power ที่สะท้อนพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ประเพณีไทยที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับสากล เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่สืบไป