บทสวดรัตนสูตร ฉบับเต็มและคำแปล เสริมสิริมงคล ป้องกันภัย
บทสวดรัตนสูตร ฉบับเต็ม พร้อมคำแปล เสริมสิริมงคล

รู้จักบทสวดรัตนสูตร

บทสวดรัตนสูตร หรือที่รู้จักในชื่อ ระตะนะสุตตัง เป็นพระสูตรสำคัญในพระไตรปิฎก มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อขจัดโรคภัยและเคราะห์ร้ายในเมืองเวสาลี ซึ่งขณะนั้นกำลังเผชิญโรคระบาดร้ายแรง ความอดอยาก และอมนุษย์ที่สร้างความเดือดร้อน พระเจ้าลิจฉวีจึงอาราธนาพระพุทธองค์จากกรุงราชคฤห์ให้เสด็จมาโปรด พระองค์มอบหมายให้พระอานนท์ถือบาตรใส่น้ำ เดินสวดรอบเมืองเวสาลี พร้อมประพรมน้ำในบาตร ไม่นานเมืองก็กลับมาสงบ ตั้งแต่นั้นมาบทสวดรัตนสูตรได้รับการยกย่องเป็นพระปริตรหรือคาถาป้องกันภัย นิยมสวดเพื่อคุ้มครองตนเอง บ้านเรือน และสังคมจากโรคภัย ภยันตราย และสิ่งไม่ดีทั้งหลาย

บทสวดรัตนสูตรฉบับเต็ม

บทสวดรัตนสูตรฉบับเต็มมีทั้งหมด 17 บท ดังนี้

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจะ สุณันตุ ภาสิตัง
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะตัง
กาเยนะ วาจายุ ทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

บทสวดรัตนสูตรพร้อมคำแปลแบบย่อ

หากไม่สะดวกสวดฉบับเต็ม สามารถสวดแบบย่อได้ ดังนี้

  • ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา (ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือในโลกอื่น)
  • สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง (หรือรัตนะอันใดอันสูงค่า ในสรวงสวรรค์)
  • นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ (ทรัพย์หรือรัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้า ไม่มีเลย)
  • อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง (ข้อนี้ จัดเป็นรัตนะคุณอันสูงส่ง ในพระพุทธเจ้า)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)
  • ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง, ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต (พระศากยมุนีเจ้า ทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่น ได้บรรลุธรรมอันใด เป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมตะอย่างแท้จริง)
  • นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ (สิ่งใดๆ ที่เสมอด้วยพระธรรมนั้น ย่อมไม่มี)
  • อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง (ข้อนี้ จัดเป็นรัตนะคุณอันสูงส่ง ในพระธรรม)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)
  • ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง (พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทรงสรรเสริญสมาธิว่าเป็นธรรมอันสะอาด)
  • สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ (บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่าสมาธิเป็นคุณธรรมอันให้ผลโดยลำดับสม่ำเสมอ)
  • สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ (คุณธรรมอื่น ที่เสมอด้วยสมาธินั้น ย่อมไม่มี)
  • อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง (ข้อนี้ จัดเป็นรัตนะคุณอันสูงส่ง ในพระธรรม)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)
  • เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถา (บุคคลเหล่าใด นับเรียงองค์ได้เป็น 8)
  • จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ (นับเป็นคู่ได้ 4 คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว)
  • เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา (บุคคลเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน)
  • เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ (ทานทั้งหลาย ที่บุคคลถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลเป็นอันมาก)
  • อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง (ข้อนี้ จัดเป็นรัตนะคุณอันสูงส่ง ในพระสงฆ์)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)
  • เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ (บุคคลทั้งหลายเหล่าใด ประกอบความเพียรอย่างดี ดำเนินไปในศาสนาของพระโคดมเจ้าด้วยใจอันมั่นคง)
  • เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ (บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้บรรลุคุณอันควรบรรลุ คือพระอรหัตตผลแล้ว)
  • ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา (จึงได้เสวยอมตะรส คือความสงบเย็นจากความเร่าร้อนทั้งปวง)
  • อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง (แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะคุณอันสูงส่งในพระสงฆ์)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)
  • ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง (กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี)
  • วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง (พระอริยบุคคลเหล่าใดมีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป)
  • เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา (พระอรหันต์เหล่านั้น มีพืชคือวิญญาณสิ้นไปแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะเกิดอีกต่อไป)
  • นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป (เป็นผู้มีปัญญา ย่อมนิพพานเหมือนดังดวงประทีปที่ดับไปฉะนั้น)
  • อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง (แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะคุณอันสูงส่งในพระสงฆ์)
  • เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ (ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด)

อานิสงส์ของบทสวดรัตนสูตร

การสวดบทสวดรัตนสูตรเป็นประจำเชื่อกันว่ามีอานิสงส์ดีต่อตนเอง ดังนี้

  • ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและโรคภัยไข้เจ็บ
  • ป้องกันภัยจากอมนุษย์ หรือภูตผีปิศาจ
  • เสริมสิริมงคลแก่ตนเอง และที่อยู่อาศัย
  • สร้างสมาธิและทำให้จิตใจสงบยิ่งขึ้น

บทสวดรัตนสูตรเป็นหนึ่งในพระปริตรที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความเก่าแก่ หากตั้งจิตให้แน่วแน่ ไม่ว่าสวดฉบับเต็ม หรือฉบับย่อ ก็ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งความสงบ ปลอดภัย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือภยันตรายต่างๆ