หลังจากมหากาพย์ดราม่ารักซ้อนซ่อนเงื่อนของสองนักเล่าเรื่องผีชื่อดังอย่าง “คุณเกศ” และ “ทองใหม่” ที่ได้ฟาดกันนัวกลางรายการโหนกระแสจนกลายเป็นกระแสลามทุ่ง ล่าสุดพี่ใหญ่ของวงการเล่าเรื่องผี “ป๋อง กพล ทองพลับ” ผู้บริหารรายการ The Shock ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นร้อนดังกล่าวกับไทยรัฐบันเทิง โดยยอมรับว่ารู้สึกตกใจและไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายขนาดนี้
ป๋อง กพล เผยไม่คิดเรื่องบานปลาย
พี่ป๋องกล่าวว่า ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ และเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่วันหนึ่งรักกันและอีกวันก็ไม่รักกัน ส่วนตัวไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของใคร และเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ควรเป็นเรื่องที่คนสองคนคุยกันเอง เคลียร์กันเอง แต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตบานปลายจนต้องไปออกรายการพี่หนุ่ม
“อย่างที่บอกไป น้องเกศก็เป็นน้องที่รู้จัก เป็นนักเล่า และอีกขาหนึ่งเขาก็เพิ่งมาจัดรายการกับ The Shock ในมุมของผู้จัดได้ประมาณเดือนสองเดือน เขาเป็นคนที่พูดจาดี ไพเราะ เล่าเรื่องเก่ง จัดรายการได้เลยชวนมาจัดรายการ และเราก็รู้ว่าเขาสองคนคบกัน และเกศเคยมีแฟนแต่เลิกไปแล้ว ทองใหม่ก็มีแฟนและเลิกไปแล้ว สองคนก็มาคบกัน ณ เวลาสั้นๆ”
ไม่รู้มาก่อนเรื่องสามีคุณเกศส่งข้อความ
เมื่อถามว่าไม่ได้รู้มาก่อนใช่ไหมว่าคุณโจ (สามีของคุณเกศ) จะส่งข้อความเข้ามาในรายการหาคุณเกศ ด้านป๋อง กพลบอกว่าไม่รู้เลยจริงๆ ส่วนตัวเคยเจอแฟนเก่าน้องเกศนานแล้ว เขามาช่วยขับรถให้ และรู้ว่าเขาเลิกรากันไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะเลิกจะรัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ เพราะพี่หนุ่มเขาให้ดูแชตที่ทองใหม่ส่งมา ก็ดูรักกันปกติ แล้วก็งอนกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แล้วเรื่องก็ลามทุ่งไปเลย
สั่งพักงานทองใหม่ให้เคลียร์ปัญหา
ในส่วนของทองใหม่ ให้พักงานไปก่อน เมื่อวานนี้เป็นเรื่องในโซเชียล ตอนแรกก็เป็นอักษรย่อไปก่อน แต่พอเขาเปิดมาเป็นชื่อทองใหม่ และด้วยความที่เขาเป็นหนึ่งในทีมงานของเรา ก็เลยโพสต์ว่าช่วงนี้ขอเบรกไปก่อน ให้ทุกอย่างคลี่คลายไปก่อน ตามในเพจที่ลงไปเลย ให้เขาไปจัดการให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยว่ากัน
เชื่อว่าเรื่องนี้ทุกคนในเหตุการณ์เครียดหมด และเราเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ เราต้องวางตัวไว้ตรงกลางและรับฟังข้อมูลของสองฝั่ง จะให้ตัดสินไม่กล้าหรอก แต่เชื่อว่าคนที่ดูอยู่คงมีคำตอบในใจ
ป๋อง กพล ยันไม่มี FC มาเจ๊าะแจ๊ะ
เมื่อถามว่าพอมีชื่อเสียงขึ้นมา เคยมีผู้หญิง FC มาเจ๊าะแจ๊ะไหม ด้านพ่อป๋องบอกว่า “ไม่มีอยู่แล้ว ดูหน้ากูด้วย (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเราก็จะมีกรอบของเราประมาณนี้ ที่มันเหมาะสม ไม่งั้นจะดูน่าเกลียด และเราก็วางตัวเหมาะสมด้วย” เราเป็นคนเฮฮา เฟรนด์ลี่ แล้วเด็กๆ พวกนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรกับพ่อ เพราะเขาก็มองเราเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง แค่เขาเรียกเราว่าลุง ว่าพ่อ เราจะไปคิดได้ยังไง แต่สมัยก่อนยอมรับว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราก็ลัลล้า



